
การใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) หรือยาฆ่าเชื้อติดต่อกันเป็นเวลานานอาจส่งผลให้ตับทำงานหนักเกินไปจนเกิดภาวะตับอักเสบหรือเซลล์ตับถูกทำลาย (Drug-Induced Liver Injury) เนื่องจากตับเป็นอวัยวะหลักที่ทำหน้าที่กรองและสลายสารเคมีจากยาหากคุณหรือคนใกล้ชิดต้องทานยาเป็นประจำสามารถสังเกต 6 สัญญาณเตือนอันตรายได้ดังนี้
- อ่อนเพลียไร้เรื้อรังรู้สึกเหนื่อยล้าผิดปกติแม้พักผ่อนเพียงพอเกิดจากตับไม่สามารถสะสมพลังงานและขจัดสารพิษได้ตามปกติ
- เบื่ออาหารไม่อยากอาหารรสชาติอาหารเปลี่ยนไปซึ่งเป็นอาการเริ่มต้นของตับที่กำลังอักเสบ
- ปวดท้องท้องอืดท้องเฟ้อรู้สึกแน่นหรือปวดตึงๆบริเวณชายโครงขวาด้านบนซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ
- ตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน) เกิดจากการสะสมของสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ในร่างกาย เนื่องจากตับไม่สามารถขับออกได้
- ท้องโตผิดปกติเกิดภาวะน้ำในช่องท้อง (Ascites) จากความดันในระบบเลือดตับสูงขึ้น และการสร้างโปรตีนของตับลดลง
- จ้ำเลือดหรือรอยเขียวช้ำตามร่างกายเกิดง่ายขึ้นเนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่มีส่วนช่วยในการแข็งตัวของเลือดลดลง
ข้อควรปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยในการใช้ยา
- ห้ามหยุดหรือเปลี่ยนยาเองโดยเด็ดขาดการหยุดยาปฏิชีวนะกลางคันอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียเกิดการดื้อยา (Drug Resistance) และทำให้อาการเจ็บป่วยกำเริบหนักกว่าเดิม
- ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเสมอหากพบอาการผิดปกติข้างต้น ควรนำยาที่ทานอยู่ไปพบแพทย์ทันทีเพื่อประเมินการปรับ dosage หรือเปลี่ยนกลุ่มยา
- ระวังการทานยาคู่กับสมุนไพรหรืออาหารเสริมสารสกัดหลายชนิดอาจส่งเสริมให้ตับทำงานหนักยิ่งขึ้นเมื่อทานร่วมกับยาปฏิชีวนะ
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แอลกอฮอล์จะเพิ่มความเสี่ยงให้เซลล์ตับถูกทำลายซ้ำซ้อนอย่างรวดเร็ว
- ติดตามอาการตามนัดตรวจติดตามค่าการทำงานของตับ (Liver Function Test) ตามที่แพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ
หากทานยาแล้วมีอาการผิดปกติไม่ควรรอดูอาการด้วยตัวเองการพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยป้องกันภาวะตับวายและรักษาฟื้นฟูเซลล์ตับได้ทันท่วงที
Leave a Reply