
หากคุณพบอาการเหล่านี้ต่อเนื่องเป็นเวลาเกิน 6 เดือน และส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันนี่ไม่ใช่เรื่องปกติที่ปล่อยผ่านได้ครับ
- ควบคุมความกังวลไม่ได้คุณพยายามหยุดคิดเรื่องแย่ๆแล้วแต่ทำไม่ได้ความกังวลนั้นวนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลาจนไม่มีสมาธิทำงานหรือเรียน
- อาการทางกายที่ชัดเจนร่างกายตอบสนองต่อความเครียดรุนแรง เช่น หัวใจเต้นเร็วใจสั่นเหงื่อออก มือสั่น ปวดเกร็งกล้ามเนื้อหรือมีปัญหาการนอนหลับอย่างรุนแรง (นอนไม่หลับหรือสะดุ้งตื่น)
- ประสิทธิภาพชีวิตลดลงความกังวลทำให้คุณเริ่มหลีกเลี่ยงสถานการณ์ต่างๆ เช่น ไม่กล้าเข้าสังคมไม่กล้าไปที่ใหม่ๆหรือละทิ้งหน้าที่การงานที่เคยทำได้ดี
- ความทุกข์ใจอย่างมากมีความรู้สึกทรมานใจวิตกกังวลจนรู้สึกเหมือนจะขาดใจหรือมีความรู้สึกกลัวโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน (Panic Attack)
ทำไมต้องหาหมอแทนที่จะแก้เอง?
การไปพบแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแต่เป็นการดูแลสุขภาพเช่นเดียวกับการรักษาโรคทางกาย เพราะ
- ได้รับวินิจฉัยที่ถูกต้องบางครั้งอาการวิตกกังวลอาจเกิดจากโรคทางกายอื่นๆ (เช่น โรคไทรอยด์ หรือความผิดปกติของฮอร์โมน) ซึ่งต้องใช้การตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์
- จัดการที่ต้นเหตุแพทย์จะช่วยประเมินว่าคุณจำเป็นต้องได้รับยาเพื่อปรับสารเคมีในสมองหรือต้องการการบำบัดทางจิต (CBT) เพื่อปรับวิธีคิดซึ่งเห็นผลเร็วกว่าการพยายามข่มใจตัวเองเพียงอย่างเดียว
- ลดความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงหากปล่อยให้ความวิตกกังวลเรื้อรังอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าหรือปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่รุนแรงขึ้นในระยะยาว
คำแนะนำ: หากวันนี้คุณรู้สึกว่าความกังวลกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้คุณใช้ชีวิตได้ไม่เต็มที่ ไม่มีความสุขหรือรู้สึกเหนื่อยล้าเกินกว่าจะรับไหวการไปพบจิตแพทย์คือทางเลือกที่กล้าหาญและฉลาดที่สุดคุณไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงจุดที่ทนไม่ไหวแล้วค่อยไปแต่สามารถไปปรึกษาเพื่อหาแนวทางดูแลตัวเองตั้งแต่วันที่เริ่มรู้สึกว่ามันหนักเกินไปได้เลยครับ
เพื่อให้คุณประเมินสถานการณ์ได้แม่นยำขึ้น คุณเคยมีอาการทางกาย เช่น แน่นหน้าอกหรือหายใจไม่ออกร่วมกับความรู้สึกกังวลเหล่านี้ด้วยหรือไม่ครับ?
Leave a Reply