
เรื่องราวของบาดแผลทางใจ (Psychological Trauma) เป็นประเด็นสุขภาพจิตที่ได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบันแม้คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงโรค PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) เป็นอันดับแรกเมื่อพูดถึงความบอบช้ำทางอารมณ์แต่ในทางเวชศาสตร์จิตเวช ความบอบช้ำนี้สามารถส่งผลกระทบและพัฒนาเป็นความผิดปกติทางจิตเวชได้หลากหลายรูปแบบสิ่งที่น่าสนใจคือการเจอกับเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรงไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องป่วยเป็นโรคจิตเวชเสมอไปสมองและจิตใจของมนุษย์มีกลไกการปรับตัวที่แตกต่างกันทว่าหากบาดแผลนั้นตกค้างและเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันนี่คือ 5 กลุ่มโรคจิตเวชสำคัญที่มักเกิดขึ้นหลังผ่านเหตุการณ์วิกฤต
- โรคเครียดหลังเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจ (PTSD) เกิดภาพฝันร้ายเหตุการณ์สะเทือนใจวนซ้ำ (Flashbacks) พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นและตื่นตระหนกง่ายตลอดเวลา
- โรคความผิดปกติในการปรับตัว (Adjustment Disorder) เกิดภาวะเครียดซึมเศร้าหรือวิตกกังวลสูงกว่าปกติเมื่อต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงหรือวิกฤตชีวิต
- โรคความผิดปกติจากความเครียดแบบเฉียบพลัน (Acute Stress Disorder – ASD) มีอาการคล้าย PTSD แต่เกิดขึ้นในระยะแรกทันทีหลังประสบเหตุการณ์ (มักไม่เกิน 1 เดือน)
- โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder) บาดแผลทางใจอาจกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกสิ้นหวังหมดพลังและสูญเสียความสุขในการใช้ชีวิต
- โรคความผิดปกติของบุคลิกภาพแบบก้ำกึ่ง (Borderline Personality Disorder) มักพบในผู้ที่มีบาดแผลทางใจสะสมในวัยเด็กส่งผลให้ควบคุมอารมณ์ยากความสัมพันธ์ไม่มั่นคงและกลัวการถูกทอดทิ้ง
คำแนะนำและการดูแลตนเองเบื้องต้นหากพบว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการสะเทือนใจนานเกิน 1 เดือน มีผลกระทบต่อการทำงานหรือสัมพันธ์กับความคิดอยากทำร้ายตัวเองควรเข้าพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อรับการประเมินการเข้าบำบัดด้วยวิธีทางจิตวิทยา เช่น การทำจิตบำบัด (Psychotherapy) หรือ Cognitive Behavioral Therapy (CBT) ร่วมกับการดูแลจิตใจอย่างถูกวิธีจะช่วยฟื้นฟูภาวะทางอารมณ์ให้กลับมาสมดุลได้อย่างปลอดภัยคุณหรือคนใกล้ชิดเคยมีประสบการณ์รับมือกับบาดแผลทางใจอย่างไรบ้างและอยากให้เรานำเสนอประเด็นสุขภาพจิตด้านใดเพิ่มเติมในบทความหน้า?
Leave a Reply