เตือนภัยผู้สูงอายุ!ล้มครั้งเดียวเสี่ยงติดเตียงตลอดชีวิตเจาะลึกวิกฤตกระดูกสะโพกหักและทางรอดด้วยเทคโนโลยีผ่าตัดยุคใหม่

การหกล้มในผู้สูงอายุไม่ใช่แค่เรื่องเจ็บตัวธรรมดาแต่คือวิกฤตสุขภาพร้ายแรงที่อาจเปลี่ยนชีวิตจากคนที่เดินได้ปกติให้กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงเนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้นมวลกระดูกจะบางลงจากภาวะกระดูกพรุนทำให้แรงกระแทกเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลให้กระดูกสะโพกหักได้ทันทีหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลกดทับติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจหรือลิ่มเลือดอุดตันอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ทำความรู้จัก 3 แนวทางการรักษากระดูกสะโพกหัก

  1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด (Conservative Treatment) เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีข้อห้ามในการผ่าตัดรุนแรงหรือกระดูกแตกเพียงเล็กน้อยและไม่เคลื่อนที่โดยเน้นการพักฟื้นให้ยาและกายภาพบำบัดแต่ต้องแลกมาด้วยระยะเวลาการนอนพักที่นานและเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากการติดเตียง
  2. การผ่าตัดดามกระดูก (Internal Fixation) ใช้ในกรณีที่กระดูกหักแต่ชิ้นส่วนกระดูกยังสมบูรณ์และมีเลือดไปเลี้ยงเพียงพอโดยแพทย์จะใช้สกรูหรือแผ่นเหล็กช่วยยึดกระดูกให้กลับมาเชื่อมติดกัน
  3. การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม (Total/Partial Hip Arthroplasty) ทางเลือกหลักสำหรับผู้ป่วยที่กระดูกคอหงอนสะโพกหักรุนแรงหรือหัวกระดูกขาดเลือดไปเลี้ยงการเปลี่ยนข้อเทียมช่วยให้ผู้ป่วยลดอาการปวดอย่างรวดเร็วและสามารถกลับมาลงน้ำหนักลุกเดินได้เร็วที่สุด

ก้าวหน้าไปอีกขั้น!เทคโนโลยีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมยุคใหม่ปัจจุบันมีเทคโนโลยี การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกทางด้านหน้าแบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ (Direct Anterior Approach – DAA) ซึ่งช่วยก้าวข้ามข้อจำกัดของการผ่าตัดแบบเดิมด้วยจุดเด่นที่ช่วยให้ผู้สูงอายุฟื้นตัวได้ไวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

  • ไม่ตัดกล้ามเนื้อแพทย์จะแทรกผ่านช่องว่างระหว่างกล้ามเนื้อทำให้แผลเล็กเจ็บน้อยลง และเสียเลือดน้อยลง
  • ฟื้นตัวเร็วลุกเดินได้ไวผู้ป่วยหลายรายสามารถลุกยืนหรือฝึกเดินได้ภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังการผ่าตัดลดอันตรายจากภาวะติดเตียง
  • ลดความเสี่ยงข้อสะโพกหลุดเนื่องจากกล้ามเนื้อและเส้นยึดรอบข้อไม่ถูกทำลายข้อสะโพกเทียมจึงมีความมั่นคงสูงสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น

คำแนะนำในการดูแลและป้องกัน

  • ปรับสิ่งแวดล้อมในบ้านเพิ่มแสงสว่างติดตั้งราวจับในห้องน้ำและใช้แผ่นกันลื่นเพื่อลดความเสี่ยงการหกล้ม
  • ตรวจเช็กสุขภาพกระดูกผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปควรเข้ารับการตรวจความหนาแน่นของกระดูก (BMD) เพื่อคัดกรองภาวะกระดูกพรุน
  • ออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อการเดินไทเก๊กหรือการออกกำลังกายลงน้ำหนักอย่างเหมาะสมช่วยเพิ่มการทรงตัวและลดการฝืดขัดของข้อต่อ

Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *