เตือนภัยสุขภาพ!ผักริมน้ำกกพบโลหะหนักเกินมาตรฐานซ้ำซ้อน6รอบเปิดอันตราย3สารพิษสะสมในร่างกาย

เชียงใหม่ – ผลตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการพบผักและผลไม้บริเวณริมแม่น้ำกกตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ มีการปนเปื้อนโลหะหนักทั้งแคดเมียมตะกั่วและสารหนูเกินค่ามาตรฐานอย่างต่อเนื่องถึง 6 รอบ ตั้งแต่ปลายปี 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 สร้างความกังวลต่อความปลอดภัยในห่วงโซ่อาหารของประชาชนอย่างหนักข้อสังเกตดังกล่าวเริ่มขึ้นหลังจากนายสืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้เปิดเผยข้อมูลผลตรวจจากห้องปฏิบัติการกลางส่งตรวจโดยสำนักงานเกษตรอำเภอแม่อายและศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเชียงใหม่ซึ่งเก็บตัวอย่างพืชผักในแปลงเกษตรที่ใช้ดินตะกอนจากแม่น้ำกกหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2567 เปิดสถิติ 6 รอบตรวจผักชนิดไหนพบสารอะไรบ้าง? จากการติดตามผลตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างพืชอย่างต่อเนื่องพบการปนเปื้อนโลหะหนักสะสมในพืชผลหลายชนิดอย่างน่าตกใจ

  • แคดเมียม (Cadmium) พบปนเปื้อนซ้ำซ้อนมากที่สุดในพริกขี้หนูผลใหญ่, กระเทียม, แตงกวา, มะเขือเปราะ, บวบ, ถั่วฝักยาว, มะม่วง, ฝรั่ง และสับปะรด (โดยเฉพาะพริกขี้หนูพบสูงและมะเขือเปราะสูง
  • สารหนู (Arsenic) พบเกินค่ามาตรฐานในกะหล่ำดอก, มันเทศญี่ปุ่น , กระเทียมและแตงกวา
  • ตะกั่ว (Lead) ตรวจพบระดับสูงเกินเกณฑ์ในข่า , ผักกาดเขียวปลีและกระเทียมพบบางตัวอย่างสูง
รู้ทันภัยเงียบ: 3 โลหะหนักสะสมทำร้ายร่างกายอย่างไร? โลหะหนักเป็นภัยเงียบที่ไม่แสดงอาการทันทีแต่จะสะสมในร่างกายระยะยาวผ่านการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อน
สารปนเปื้อนอันตรายและผลกระทบต่อสุขภาพ
แคดเมียมสะสมที่ไตและกระดูกทำให้ไตทำงานผิดปกติไตวายเรื้อรังทำลายโครงสร้างกระดูกจนเกิดโรคกระดูกน่วม (โรคอิไต-อิไต) และเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็ง
ตะกั่วทำลายระบบประสาทและสมองโดยเฉพาะในเด็กจะกระทบต่อพัฒนาการและระดับ IQ ส่วนในผู้ใหญ่ส่งผลต่อความดันโลหิตสูง โลหิตจางและระบบสืบพันธุ์
สารหนูก่อให้เกิดพิษเรื้อรังส่งผลให้เกิดความผิดปกติของผิวหนัง (รอยคล้ำ ผิวหนาตัว) ทำลายตับและหลอดเลือดและเป็นสารก่อมะเร็งผิวหนังปอดและกระเพาะปัสสาวะ
ชี้ 5 ช่องโหว่ใหญ่ระบบเฝ้าระวังของรัฐนักวิชาการมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงระบุว่าผลตรวจดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาระบบความปลอดภัยทางอาหารของภาครัฐใน 5 จุดสำคัญ
  1. ขาดแผนเฝ้าระวังที่ชัดเจนการสุ่มตรวจยังทำแบบรายเดือนไม่มีเป้าหมายเชิงรุกหรือแผนจัดการหลังพบสารปนเปื้อน
  2. ไม่สืบหาต้นตอตรวจพบเฉพาะปริมาณสารแต่ยังไม่มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่ามาจากดินตะกอนน้ำปุ๋ยหรือกิจกรรมเหมืองแร่ต้นน้ำ
  3. ขาดการสื่อสารความเสี่ยงเกษตรกรผู้ปลูกไม่ได้รับแจ้งผลโดยตรงและไม่มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง
  4. ไร้มาตรการคุ้มครองผู้บริโภคไม่มีระบบกักกันหรือสกัดกั้นไม่ให้ผลผลิตที่มีสารปนเปื้อนเล็ดลอดเข้าสู่ตลาด
  5. ขาดการช่วยเหลือเกษตรกรไม่มีแนวทางชดเชยเยียวยาหรือฟื้นฟูดินและแหล่งน้ำทดแทนอย่างเป็นรูปธรรม

ข้อแนะนำสำหรับประชาชนและผู้บริโภค

  • ล้างผักให้ถูกวิธีแม้การล้างจะไม่สามารถล้างโลหะหนักที่พืชดูดซึมเข้าไปในเนื้อได้ทั้งหมดแต่การแช่ผักด้วยเบกกิ้งโซดาหรือแช่น้ำไหลผ่านจะช่วยลดสารเคมีและตะกอนปนเปื้อนภายนอกได้ระดับหนึ่ง
  • กระจายความเสี่ยงในการบริโภคหลีกเลี่ยงการรับประทานผักชนิดเดิมๆจากแหล่งปลูกเดิมซ้ำกันเป็นเวลานาน
  • เลือกซื้อจากแหล่งที่รับรองมาตรฐานเลือกซื้อสินค้าเกษตรที่มีเครื่องหมาย GAP, ออร์แกนิกหรือรับรองความปลอดภัยทางอาหารที่เชื่อถือได้
  • เรียกร้องการตรวจสอบร่วมกันผลักดันให้หน่วยงานท้องถิ่นและภาครัฐเปิดเผยข้อมูลแหล่งตรวจปนเปื้อนอย่างโปร่งใส

Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *