
เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นในช่วงฤดูร้อนสิ่งหนึ่งที่หลายคนมองข้ามคือ “ภาวะร่างกายขาดน้ำ” ซึ่งอาจดูเหมือนไม่รุนแรงแต่แท้จริงแล้วเป็นภัยเงียบที่สามารถส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆในร่างกายได้อย่างกว้างขวางหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้โดยปกติร่างกายของคนเรามีน้ำเป็นองค์ประกอบมากกว่า 50–60% ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการควบคุมอุณหภูมิลำเลียงสารอาหารและช่วยให้ระบบต่างๆทำงานได้อย่างสมดุล เมื่อร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าที่ได้รับ เช่น จากเหงื่อ การออกกำลังกายหรือการอยู่ในสภาพอากาศร้อนจัดจะทำให้เกิด “ภาวะขาดน้ำ” (Dehydration)สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้ามอาการของภาวะขาดน้ำอาจเริ่มจากเล็กน้อยและค่อยๆรุนแรงขึ้นได้แก่
- กระหายน้ำบ่อย ปากแห้ง คอแห้ง
- ปัสสาวะน้อยลง หรือมีสีเข้มผิดปกติ
- เวียนศีรษะ หน้ามืด อ่อนเพลีย
- ใจสั่น หรือชีพจรเต้นเร็ว
- ผิวแห้ง หรือไม่มีเหงื่อแม้อากาศร้อน
ในกรณีรุนแรงอาจมีอาการสับสนความดันโลหิตต่ำหรือหมดสติซึ่งต้องได้รับการรักษาโดยด่วนกลุ่มเสี่ยงที่ควรระวังเป็นพิเศษภาวะขาดน้ำสามารถเกิดได้กับทุกคนแต่จะพบได้บ่อยในกลุ่ม
- ผู้สูงอายุ (ความรู้สึกกระหายน้ำลดลง)
- เด็กเล็ก
- ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งหรือออกกำลังกายหนัก
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคไต เบาหวาน
วิธีป้องกันภาวะขาดน้ำอย่างถูกต้อง
การป้องกันสามารถทำได้ง่ายๆแต่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอได้แก่
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ วันละประมาณ 6–8 แก้ว หรือมากกว่านั้นหากเสียเหงื่อมาก
- อย่ารอให้กระหายน้ำแล้วค่อยดื่ม
- หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดจัดเป็นเวลานาน
- สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
- เสริมเครื่องดื่มเกลือแร่ในกรณีเสียเหงื่อมากหรือออกกำลังกายหนัก
ข้อแนะนำเพิ่มเติม
เครื่องดื่มบางชนิด เช่น แอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอาจยิ่งทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้นจึงควรดื่มอย่างระมัดระวังนอกจากนี้การสังเกตสีปัสสาวะก็เป็นวิธีง่ายๆ ในการประเมินระดับน้ำในร่างกายโดยสีที่ใสหรือเหลืองอ่อนถือว่าอยู่ในระดับปกติ “ภาวะขาดน้ำ” ไม่ใช่เรื่องเล็กโดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนที่ร่างกายสูญเสียน้ำได้ง่ายการใส่ใจสัญญาณเตือนของร่างกายและดื่มน้ำอย่างเพียงพอคือกุญแจสำคัญในการป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจลุกลามได้ในระยะยาว
Leave a Reply