
เวลาเกิดอาการคันตาเคืองตาหรือระคายเคืองระหว่างวันหลายคนมักเผลอหยิบจับหรือใช้วิธีแก้ขัดแบบผิดๆโดยคิดว่าจะช่วยให้สบายตาขึ้นแต่รู้หรือไม่ว่าพฤติกรรมเหล่านี้กำลังทำร้ายผิวรอบดวงตาและขอบตาให้แย่ลงกว่าเดิม!มารู้เท่าทัน 4 พฤติกรรมที่ควรหยุดทำทันทีได้แก่
- การขยี้ตาแรงๆทำให้เส้นเลือดฝอยรอบดวงตาแตกผิวหนังรอบตาเหี่ยวย่นก่อนวัยและเสี่ยงต่อกระจกตาส่วนหน้าผิดรูป
- เช็ดหรือซับด้วยทิชชู่แห้งกระดาษทิชชูทั่วไปมีความหยาบและมีเศษละอองฝุ่นหรือเส้นใยขนาดเล็กซึ่งอาจหลุดเข้าตาและบาดผิวกระจกตาให้เกิดแผลได้
- ล้างตาด้วยน้ำที่ไม่สะอาดเสี่ยงนำพาเชื้อแบคทีเรียหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ดวงตาโดยตรงจนเกิดการติดเชื้ออักเสบตามมา
- ใช้น้ำยาล้างตาบ่อยเกินความจำเป็นอาจเป็นการชะล้างน้ำตาธรรมชาติที่มีหน้าที่หล่อเลี้ยงและปกป้องดวงตาออกไปทำให้ตาแห้งและระคายเคืองง่ายกว่าเดิม
ทำไมทำแล้วไม่หายคันสักที? สาเหตุหลักของอาการคันและเคืองตาเรื้อรัง มักไม่ได้มาจากตัวลูกตาเพียงอย่างเดียวแต่เกิดจากสิ่งสกปรกคราบไขมันหรือสะเก็ดรังแคที่สะสมอยู่บริเวณขอบตาและโคนขนตาซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะเปลือกตาอักเสบหรือต่อมไขมันที่ขอบตาอุดตันการแก้ที่ปลายเหตุด้วยการขยี้หรือเช็ดแบบผิดๆจึงไม่สามารถกำจัดต้นเหตุที่แท้จริงได้
คำแนะนำ: วิธีดูแลขอบตาและบรรเทาอาการคันอย่างถูกวิธี
- ประคบอุ่นลดการอุดตันใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นหรือเจลประคบอุ่นอุณหภูมิพอเหมาะ หลับตาแล้วประคบไว้ประมาณ 5-10 นาที เพื่อช่วยให้ไขมันที่อุดตันบริเวณขอบตาละลายตัว
- ทำความสะอาดขอบตาให้ถูกวิธีใช้สำลีก้าน (Cotton Bud) สะอาดชุบน้ำเกลือทางการแพทย์หรือน้ำเปล่าสะอาดผสมแชมพูเด็กสูตรอ่อนโยนอัตราส่วนเจือจางเช็ดทำความสะอาดเบาๆบริเวณโคนขนตาเพื่อกำจัดคราบสะเก็ดและสิ่งสกปรกที่ตกค้าง
- ใช้น้ำตาเทียมเพื่อความชุ่มชื้นหากมีอาการระคายเคืองจากภาวะตาแห้งให้เลือกใช้น้ำตาเทียมชนิดไม่มีสารกันเสียหยอดเพื่อบรรเทาอาการ
- พบจักษุแพทย์หากปรับพฤติกรรมแล้วอาการคันตาเคืองตาหรือขอบตาแดงยังไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
รักสุขภาพดวงตาเริ่มต้นจากการดูแลความสะอาดรอบดวงตาให้ถูกวิธีตั้งแต่วันนี้นะครับ!
Leave a Reply