เบาหวานคุมยาก?อาจไม่ใช่เพราะกินหวานแต่เพราะตับกำลังร้องไห้!

หลายคนที่กำลังเผชิญกับโรคเบาหวานคงเคยเจอปัญหาคุมอาหารอย่างเข้มงวดงดของหวานอย่างจริงจังแต่พอเจาะเลือดเช็กค่าน้ำตาลตอนเช้าทีไรผลกลับยังสวิงขึ้นๆลงๆจนน่าท้อใจความจริงแล้วโรคเบาหวานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของระดับน้ำตาลในเลือดเท่านั้นแต่คือภาวะความผิดปกติของระบบเผาผลาญทั้งร่างกายโดยมีตับเป็นอวัยวะสำคัญที่หลายคนมองข้ามตับกับเบาหวานเกี่ยวข้องกันอย่างไร? ตับทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการจัดการพลังงาน คอยกำกับดูแลทั้งน้ำตาลและไขมันรวมถึงส่งสัญญาณควบคุมการผลิตน้ำตาลในร่างกายแต่เมื่อเกิดภาวะดื้ออินซูลินหรือเริ่มมีไขมันพอกตับ (Non-Alcoholic Fatty Liver Disease: NAFLD) กลไกนี้จะเสียหายทันทีตับจะส่งสัญญาณผิดพลาดและปลดปล่อยน้ำตาลส่วนเกินออกมาสู่กระแสเลือดตลอดเวลาแม้ในยามหลับพอน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นตับก็ต้องเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินนั้นกลับไปเป็นไขมันมาสะสมที่ตัวเองซ้ำอีกเกิดเป็นวงจรอุบาทว์ที่ทำให้ร่างกายดื้ออินซูลินหนักขึ้นเรื่อยๆจนคุมน้ำตาลได้ยากในที่สุด

4 แนวทางดูแลตับ เพื่อฟื้นฟูระบบเผาผลาญ

  • ตรวจเช็กค่าตับเพิ่มเติมเมื่อเจาะเลือดติดตามอาการเบาหวานควรขอตรวจค่าการทำงานของตับ (ALT, AST) และตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องเพิ่มเติมเพื่อประเมินภาวะไขมันพอกตับ
  • เลี่ยงน้ำตาลฟรุกโตสสูงหลีกเลี่ยงน้ำตาลฟรุกโตสสังเคราะห์ เช่น น้ำหวาน ชาไข่มุก และไซรัปในอาหารแปรรูปเนื่องจากฟรุกโตสจะถูกส่งตรงไปเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมที่ตับโดยตรงต่างจากน้ำตาลชนิดอื่น
  • เว้นช่วงการกิน (Intermittent Fasting) การจำกัดเวลาทานอาหารช่วยให้ระดับอินซูลินลดลงเปิดโอกาสให้ร่างกายและตับได้ดึงไขมันที่สะสมอยู่ออกมาใช้เป็นพลังงาน
  • ออกกำลังกายสร้างมวลกล้ามเนื้อการออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน (Weight Training) ร่วมกับแอโรบิกช่วยลดภาวะดื้ออินซูลินในกล้ามเนื้อและช่วยลดปริมาณไขมันในตับได้อย่างมีนัยสำคัญ

การดูแลเบาหวานให้สำเร็จอย่างยั่งยืนจึงไม่ควรมุ่งเน้นแค่การงดหวานหรืออดอาหารเพื่อกดค่าน้ำตาลเพียงอย่างเดียวแต่ต้องเริ่มจากการลดภาระให้ตับเพื่อฟื้นฟูระบบเผาผลาญให้กลับมาทำงานเป็นปกติอีกครั้ง


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *