เปลี่ยนความอิจฉาเป็นแรงกระตุ้นแล้วลงมือทำดีกว่าบ่นว่าชีวิตไม่ไปไหน

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน การเห็นโพสต์ต่างๆของคนที่เราแอบติดตามใน Facebook หรือ Instagram เป็นเรื่องปกติที่หลายคนต้องเผชิญทุกครั้งที่เห็นเพื่อนสนิทหรือคนรู้จักมีสิ่งที่เราฝันอยากได้ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าใบใหม่ที่ราคาแพงทริปเที่ยวต่างประเทศหรือบ้านและรถที่สวยงาม หลายคนอาจจะเผลอพูดประโยคที่คุ้นเคยว่า “อิจฉาจัง อยากมีชีวิตแบบนั้นบ้าง” ขณะอัพเดตไทม์ไลน์ของตัวเอง อารมณ์ ‘อิจฉา’ นั้นเป็นหนึ่งในอารมณ์ด้านลบที่เรามักจะเผชิญในชีวิตความรู้สึกนี้เกิดจากการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น และมักจะทำให้เรารู้สึกว่า “ทำไมชีวิตของเราช้ากว่าเขา” หรือ “ทำไมฉันไม่มีสิ่งที่เขามี” ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจสร้างความเครียดและความรู้สึกไม่พอใจในตัวเองได้

ความอิจฉาไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ

โดยปกติแล้วสังคมมักจะมองว่าความอิจฉาคืออารมณ์ที่ไม่ดี เป็นอารมณ์ที่ทำให้เราเป็นตัวร้ายในเรื่องราวต่างๆบางครั้งก็ปลูกฝังค่านิยมว่า “อิจฉา = ความพังทลายของชีวิต” ผ่านสื่อบันเทิงต่างๆ เช่น ละคร ซีรีส์ และหนัง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความอิจฉาก็สามารถเป็นเครื่องมือในการพัฒนาตัวเองได้ หากเรารู้จักจัดการกับมันอย่างมีสติ ศาสตราจารย์โยชิ โคเฮน ชาราช (Yochi Cohen-Charash) แห่งวิทยาลัยบารุค ได้กล่าวว่าความอิจฉาคือสิ่งที่เกิดจากการเปรียบเทียบกับสิ่งที่มีความสำคัญกับชีวิตเรา โดยเรามักจะรู้สึกอิจฉาคนที่อยู่ในวัยใกล้เคียงหรือคนที่มีสถานะทางสังคมเดียวกับเรา เช่น ญาติ พี่น้อง เพื่อน หรือเพื่อนร่วมงาน

ความอิจฉามีสองรูปแบบ

  1. ความอิจฉาที่มุ่งร้าย (อิจฉาริษยา): เป็นความรู้สึกที่มีเจตนาไม่ดีต่อคนที่เราอิจฉา และพยายามแย่งชิงหรือทำลายความสำเร็จของเขา
  2. ความอิจฉาที่ไม่มุ่งร้าย: เป็นความรู้สึกที่เราอยากมีสิ่งที่คนอื่นมี แต่ไม่ใช่ความรู้สึกที่ทำลายผู้อื่น แต่เป็นแรงจูงใจให้เรามุ่งมั่นและพยายามสร้างความสำเร็จในชีวิตของเราเอง

ความอิจฉาที่ไม่มุ่งร้ายแรงกระตุ้นในการพัฒนา

ความอิจฉาที่ไม่มุ่งร้ายสามารถเป็นแรงกระตุ้นให้เราพัฒนาตัวเองได้เพราะมันทำให้เราหันมาทบทวนว่าเราต้องการอะไรในชีวิตและทำอย่างไรถึงจะไปถึงจุดนั้นได้ การรู้สึกอิจฉาเป็นสัญญาณว่าเราเห็นสิ่งที่เราอยากได้และเราควรหาวิธีพัฒนาตัวเองเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายของเราเมื่อเรายอมรับความอิจฉาในตัวเองและเปิดใจรับรู้ว่าเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ เราก็จะสามารถจัดการกับมันอย่างมีสติและใช้มันเป็นแรงผลักดันในการเปลี่ยนแปลงชีวิต

เรียนรู้ที่จะใช้ความอิจฉาให้เป็นประโยชน์

ความอิจฉาไม่ใช่สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงหรือมองว่าเป็นเรื่องน่าอาย ตรงกันข้ามมันสามารถเป็นตัวช่วยให้เรากลับมาทบทวนชีวิตและพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น เมื่อเราเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จ เราควรยินดีกับความสำเร็จของเขา และนำสิ่งที่เขาทำไปเป็นแรงบันดาลใจในการทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น

เคล็ดลับในการจัดการความอิจฉา

  1. เปลี่ยนมุมมอง: แทนที่จะมองว่า “ทำไมเขาถึงได้” ลองถามตัวเองว่า “เขาทำอย่างไรถึงได้สิ่งนั้น” แล้วใช้ข้อมูลนี้ในการสร้างเส้นทางของตัวเอง
  2. ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน: การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้เรามีทิศทางในการทำงาน และทำให้ความอิจฉากลายเป็นแรงกระตุ้นในการไปสู่เป้าหมาย
  3. ยินดีไปกับความสำเร็จของผู้อื่น: การยินดีกับผู้อื่นไม่เพียงแต่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น แต่ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น ซึ่งสามารถเป็นเครือข่ายช่วยเหลือในการเดินทางไปสู่เป้าหมายของเรา

อย่าปล่อยให้ความอิจฉากลายเป็นตัวถ่วงชีวิต ถ้าเราสามารถเปลี่ยนมันให้เป็นแรงกระตุ้นในการพัฒนาตัวเองชีวิตเราจะมีทิศทางและความหมายมากขึ้นและสิ่งสำคัญคือการยอมรับความรู้สึกของตัวเองโดยไม่ต้องรู้สึกผิดทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้นและสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ในที่สุดการใช้ความอิจฉาให้เกิดประโยชน์ ไม่เพียงแต่ช่วยให้เรามุ่งมั่นในการพัฒนาตัวเอง แต่ยังช่วยให้เราเติบโตในด้านการเข้าใจผู้อื่นและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในการเดินทางไปสู่ความสำเร็จในชีวิตของเรา


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *