
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ติดตามสถานการณ์โรคติดเชื้อสเตรปโตคอคคัส ชนิด A ในญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด ย้ำไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ โดยเชื้อมีหลายสายพันธุ์ และอาจแสดงอาการได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่น้อยไปจนถึงมาก ประเทศไทยมีระบบการเฝ้าระวังการติดเชื้อนี้อยู่ สเตรปโตคอคคัส ชนิด A ไม่ใช่เชื้ออุบัติใหม่ โฆษกกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า โรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย “สเตรปโตคอคคัส ชนิด A” ไม่ใช่เชื้ออุบัติใหม่ เป็นเชื้อก่อโรคที่มีมานานแล้ว และมีหลายสายพันธุ์ก่อให้เกิดอาการแสดงของโรคได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่อาการน้อยไปจนถึงอาการรุนแรงและอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ ปัจจุบันโรคนี้อยู่ในระบบเฝ้าระวังของประเทศไทย เรียกว่า “โรคไข้อีดำอีแดง” ทำให้เกิดการติดเชื้อของคอหอย ต่อมทอนซิล และระบบทางเดินหายใจ เกิดได้ทุกช่วงอายุ แต่มักเป็นในเด็กวัยเรียน จากข้อมูลการเฝ้าระวังโรคของกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่ปี 2562 ถึงวันที่ 16 มี.ค.2567 พบผู้ป่วย 4,989 คน ไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต “สเตรปโตคอคคัส” อาการรุนแรง นพ.วีรวัฒน์ ระบุว่า นอกจากก่อโรคระบบทางเดินหายใจแล้ว เชื้อนี้อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนังและเนื้อเยื่อชั้นใต้ผิวหนังที่อาจมีการลุกลามเร็วได้ ส่วนน้อยอาจมีอาการรุนแรง ส่วนเชื้อที่พบในประเทศญี่ปุ่นจัดอยู่ในกลุ่มอาการรุนแรง ซึ่งจะมีกลุ่มอาการย่อย ที่มีภาวะช็อกรุนแรงจากการติดเชื้อ โดยเกิดจากเชื้อแบคทีเรียสร้างสารออกมากระตุ้นทำให้เกิดภาวะช็อก หลอดเลือดขยายตัวรุนแรง อาการรุนแรง มีรายงานในต่างประเทศ 100,000 ประชากร จะมีการติดเชื้อชนิดรุนแรง 3-4 คน กลุ่มนี้ร้อยละ 30-40 จะมีโอกาสเสียชีวิตได้ 1 ใน 100,000 ประชากร กลุ่มชนิดอาการรุนแรงที่ทำให้เกิดแบคทีเรียกินเนื้อ เกิดการอักเสบติดเชื้อที่ผิวหนังชั้นลึกรุนแรง เกิดการอักเสบ ต้องมีการผ่าตัด นำหนองและเนื้อตายออก นอกจากนั้นก็จะมีอาการติดเชื้อในกระแสเลือด สาเหตุที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ นพ.วีรวัฒน์ ระบุว่า โรคนี้สามารถติดต่อจากคนสู่คนโดยการใกล้ชิดและหายใจรับละอองฝอยของเสมหะ น้ำมูก น้ำลายที่มีเชื้อ หรือละอองเชื้อโรคสัมผัสกับตา จมูก ปาก หรือ สัมผัสผ่านมือ สิ่งของเครื่องใช้ ส่วนการติดเชื้อที่ผิวหนัง อาจจะเกิดจากการติดเชื้อจากบาดแผลไม่สะอาด ทำให้เกิดอาการอักเสบ มีผื่นบวมแดง การแพร่ระบาดหลักของเชื้อนี้ มาจากระบบทางเดินหายใจ และพบได้ทุกช่วงอายุ
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : https://web.facebook.com/ThaiPBSNews
Leave a Reply