เพราะนี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่คุณจะได้อ่านบทความนี้ : บทเรียนชีวิตคุณหมอผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายจากหนังสือ ‘สู้ดิวะ’

1. ชีวิตไม่เคยแฟร์
ในชีวิตนี้จะมีหนังสือที่เขย่าหัวใจคุณได้เพียงไม่กี่เล่มผมเชื่อว่านี่จะเป็นหนึ่งในหนังสือเล่มนั้นนานแล้วที่ผมไม่ได้มานั่งเขียนบทความถึงหนังสือที่ตัวเองอ่านอย่างจริงจังแบบนี้เพราะแม้จะอ่านเยอะ แต่งานเขียนที่ต้องรับผิดชอบก็เต็มไม่เต็มมืออยู่แล้วเลยห่างหายไป
แต่หลังจากที่ได้อ่านหนังสือ ‘สู้ดิวะ’ ของ ‘คุณหมอไท – กฤตไท ธนสมบัติกุล’ รู้สึกว่ามันกระตุกอะไรบางอย่างในตัวสำหรับคนที่ยังไม่ทราบ คุณหมอไท คือคุณหมอที่อยู่เชียงใหม่ หนุ่มหน้าตี๋วัย 28ปี เรียนดี มีเป้าหมายชีวิตอยากเป็นหมอเพื่อช่วยเหลือคนไข้ เป็นอาจารย์มอบความรู้ให้กับน้องที่กำลังเรียนหมอรุ่นต่อๆ ไป มีแฟนที่คบหาและกำลังวางแผนจะแต่งงานกัน มีบ้าน มีเป้าหมายไปเรียนต่อต่างประเทศเส้นทางชีวิตที่ปูมาถึงตอนนี้ถือว่า ทุกอย่างแทบจะเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบแต่แล้ววันที่ 3 ตุลาคม 2565, เขาก็พบว่าตัวเอง เป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้ายถ้าเราจะบอกว่าชีวิตไม่เคยแฟร์, นี่อาจจะเป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่ง ที่ตอกย้ำในเรื่องนั้น

2. ทำไมต้องเป็นผม?

ผมไม่รู้หรอกว่าความเจ็บปวดหรือความรู้สึกที่คุณกำลังเผชิญอยู่นั้น ทั้งทางร่างกายและจิตใจมันหนักหนาขนาดไหน แต่ผมเชื่อเลยว่าโจทย์ชีวิตของคุณหมอไทนั้นไม่มีใครบนโลกนี้อยากเผชิญหน้ากับมันคุณหมอเป็นคนดูแลสุขภาพของตัวเองมาโดยตลอด เป็นนักบาสเกตบอล ออกกำลังกาย ไม่สูบบุหรี่ ดื่มบ้างแต่น้อยมากๆ เรียกว่าเป็นคนหนุ่มที่สุขภาพแข็งแรงและฟิตมากๆ คนหนึ่งเลยแต่ช่วงก่อนที่จะตรวจพบมะเร็งในปอดประมาณสองเดือน เขามีอาการไอเรื้อรังที่ไม่หายสักที จนสุดท้ายต้องเข้าไปตรวจจึงรู้ว่าปอดด้านขวามีเนื้อร้ายขนาด 9 เซนติเมตร นอกจากนั้นยังเกาะไปยังเยื่อหุ้มปอดและปอดด้านซ้ายอีกหลายจุดที่สำคัญคือมันกระจายตัวไปที่สมองด้วยอีก 13 ก้อน โชคดีอย่างหนึ่งคือคุณหมอมีการทำประกันสุขภาพเอาไว้ เพราะฉะนั้นจึงเริ่มเข้ารับการรักษาทันที แม้จะรู้ว่าไม่มีทางหายขาดแต่การรักษาก็มีโอกาสที่จะทำให้คุณหมอใช้ชีวิตต่อไปได้อีกสักหน่อย ถ้าก้อนมะเร็งไม่ตอบรับการรักษาก็อาจจะอยู่ได้หลักเดือน แต่ถ้าโชคดีสักหน่อย ก็จะอยู่ได้หลักปี และถ้าโชคดีสุดๆ สถิติบอกว่า 20% อยู่รอดได้ 5 ปี ช่วงที่คุณหมอเข้ารับการรักษามักมีคนพูดกับคุณหมอว่า “หายไวๆ นะครับ” หรือ “ขอให้หายนะคะ” แม้จะเข้าใจได้ว่าเป็นคำพูดให้กำลังใจ แต่คุณหมอทราบดีว่า…นั่นคือสิ่งที่ไม่มีทางเกิดขึ้น

หลายครั้งเขาถามตัวเอง ก่นด่าชะตาชีวิต “ทำไมต้องเป็นผม? ผมไปทำบาปอะไรไว้ นักหนา ทำไมไม่เป็นคนที่สูบบุหรี่? ทำไมไม่เป็นคนที่ไม่ดูแลสุขภาพ? ทำไม ทำไม ทำไม”
ไม่แปลกครับที่จะคิดแบบนั้น เพราะสถานการณ์มันโหดร้าย เรียกว่าจั่วการ์ดชีวิตได้ไพ่ที่แย่มากๆ ที่สุดใบหนึ่งเลยแต่นั่นแหละครับชีวิต, การ์ดที่เราจั่วแต่ละใบ ไม่รู้เลยว่าจะออกมาหน้าไหน อาจจะดีบ้างไม่ดีบ้าง เหมือนโยนลูกเต๋าแล้วเดินไปตกบนช่อง ‘โอกาส’ (Chance) บนกระดานเกม Monopoly ที่บางครั้งโชคดีได้เงิน แต่บางทีก็ต้องจ่ายรอบวงแล้วก้มหน้ารับชะตากรรมไป

3. ยอมรับ

การตกอยู่ใน ‘Victim Mindset’ หรือชุดความคิดที่มองว่าตัวเองเป็นเหยื่อโทษความ ไม่แฟร์ของชีวิต ความห่วยแตกของปัญหาที่ประเดประดังเข้ามานั้นไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น
นอกจากสถานการณ์ไม่ได้เปลี่ยนไปแล้ว ตัวคุณเองก็จะแย่ลงไปด้วยคุณหมอไทบอกว่า “ต่อให้ผมมีพลังพอที่จะโยกย้ายโรคมะเร็งนี้ไปให้คนอื่น ผมก็จะไม่ย้ายมันไปให้กับใครแน่นอน เพราะทุกชีวิตเหล่านั้นมีครอบครัว มีคนรัก มีความฝันของตัวเอง และไม่มีชีวิต ไหนที่สมควรจะเจ็บปวด ทุกชีวิตล้วนมีความหมาย ในแบบที่เขาจะนิยามตัวเอง”

แทนที่จะจมจ่ออยู่กับสิ่งเลวร้าย คุณหมอชวนให้คิดว่า ‘แล้วถ้ามองในมุมของผู้ชนะบ้างจะเป็นยังไง?’ และสิ่งที่เขาค้นพบอันแสนเรียบง่ายคือ “เออ ก็ชีวิตมันเป็นแบบนี้” แม่จะเสียอะไรไปเยอะเท่าไหร่ เรายังเหลืออะไรอีกตั้งเยอะแม้มะเร็งในปอดจะก้อนใหญ่ในสมองอีกเป็นสิบก้อน ต้องกินยาทีละเป็นกำมือ ต้องเข้ารับการฉายแสง ต้องสูญเสียโอกาสในการเรียนต่อ สุขภาพที่เคยดีก็ค่อยๆ อ่อนแอลง แต่เขาก็เลือกที่จะมองว่า เขายังทานข้าวได้ ยังมองเห็น ยังรับรู้รสชาติปกติ ยังได้ยิน ยังคุยรู้เรื่อง ยังสอนได้ ยังมีคนที่รัก การได้เป็นกำลังใจให้คนอื่นแม้ชีวิตจะห่วยแตก แต่มันก็แสนสั้นและมีค่าทุกช่วงเวลามันสำคัญทุกนาทีคือโอกาส แม้มันจะเลวร้าย แต่นี่ยังไม่ใช่จุดจบของของเรื่องจะมารอวันที่ทุกอย่างในชีวิตลงตัว เพอร์เฟ็กต์ แต่งงาน มีลูก เกษียณ มีเงินเท่านั้นเท่านี้แล้วถึงจะมีความสุขเหรอ? มันทำไม่ได้ เพราะวันนั้นอาจจะไม่มีทางมาถึงก็ได้

4. นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้าย

เรามีเวลาบนโลกนี้ไม่มากอย่างที่คิดหรอกครับ ‘นี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่คุณจะได้อ่านบทความนี้’ ฟังดูดราม่าสักหน่อยแต่เชื่อไหมครับว่ามันอาจจะเป็นเรื่องจริงก็ได้
มันไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย แต่เป็นการมองโลกในแง่ความเป็นจริงเรามักคิดว่าชีวิต ยังพอมีเวลาเหลืออยู่ จนกระทั่งวันหนึ่งเวลาตรงนั้นไม่เหลือแล้ววันนี้ผมรู้สึกโชคดีที่ได้ อ่านหนังสือของคุณหมอไท และผมหวังว่าคุณจะมีโอกาสไปหยิบมันอ่านเช่นเดียวกันนี่ คือหนังสือเล่มหนึ่งที่เขย่าหัวใจผมอย่างมาก เป็นหนังสือที่อ่านแล้วรู้สึกถึงความเปราะบางของชีวิต แต่ในขณะเดียวกันก็รับรู้ถึงความแข็งแกร่งของหัวใจมนุษย์ไปด้วยในเวลาเดียวกันเมื่อความตายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราเลือกจะเผชิญหน้ากับมันยังไงได้ ชีวิตสุดท้ายก็ไม่ใช่เป็นของเรา สิ่งที่เราคิดว่าเป็นของเรานั้นไม่เคยมีอยู่จริงเป็นเพียงคลื่นที่ซัดเข้าหาชายฝั่ง เป็นเม็ดฟองของน้ำทะเลที่แตกตัวแล้วสลายหายไป ชีวิตเป็นสิ่งที่สวยงาม มีค่าเพราะเราทำให้มันสวยงามและมีค่า ไม่ได้เป็นเพราะว่ามันยืดยาวหรือสั้นเพียงไม่กี่ลมหายใจขอบคุณสำหรับหนังสือเล่มนี้ ขอบคุณคุณหมอไท ขอบคุณ สนพ. KOOB ที่ทำหนังสือดีๆ แบบนี้ออกมาให้ได้อ่านเป็นหนังสือที่พูดถึงความตายได้อย่างมีความหวัง และชีวิตจะมีค่าอะไรถ้าไม่มีความหวัง วันหนึ่งเราต้องจากโลกนี้ไปทุกคน แต่เราเลือกได้ว่าระหว่างที่เล่นเกมที่เรียกว่าชีวิตนี้…เราจะเลือกเล่นมันให้ดีที่สุดได้ยังไง

5. สวนสนุก
ผมมีส่วนที่ประทับใจมากๆ ของหนังสืออยากมาเล่าให้ฟังคุณหมอไทมีโอกาสไปเที่ยวสวนสนุก Universal Studios Japan กับแฟนเมื่อไม่นานมานี้ แม้ร่างกายจะไม่เต็มร้อย แต่คุณหมอก็มีความสุขมากๆ ระหว่างที่อยู่ในสวนสนุก คุณหมอสังเกตเห็นคนคนหนึ่งไปถามเจ้าหน้าที่ว่าวันนี้สวนสนุกปิดกี่โมง? เจ้าหน้าที่ตอบว่า “สวนสนุกเปิดถึงสองทุ่ม” แม้คำตอบจะเหมือนกัน แต่มุมมองต่างกันอย่างมากแทนที่จะมองว่าปิดกี่โมง แต่เขากลับตอบว่าเปิดถึง กี่โมง หลังจากที่ทราบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง ถ้ามัวแต่ถามว่า ‘อีกนานเท่าไหร่ผมจะตายนะ?’ เราก็จะจดจ่ออยู่กับความเศร้าและนั่งนับถอยหลังถึงวันสุดท้ายของชีวิตแต่ถ้าพลิกกลับด้านกัน มองว่าสวนสนุกยังเปิดถึงเมื่อไหร่ มันคือการมองจากจุดที่ยืนอยู่ไปยังอนาคตข้างหน้าว่ายังเหลอเวลาแห่งความสุขได้อีกตั้งเท่าไหร่

“ดังนั้น ผมจึงมีชีวิตแต่ละวันนับไปข้างหน้า วันนี้ได้เพิ่มมาอีกวัน วันนี้ได้เพิ่มมาอีกวันแบบนี้ไปเรื่อยๆ ผมไม่รู้และไม่มีใครรู้ ว่าสวนสนุกของผมจะปิดเมื่อไหร่แต่ถ้าวันนี้ไฟยังสว่างและ ม้าหมุนยังคงทำงาน ผมจะมีความสุขไปกับช่วงเวลาที่ผมมีอยู่ครับ
ทุกท่านก็เช่นกัน”

เขียนโดย โสภณ ศุภมั่งมี

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : https://web.facebook.com/photo/?fbid=719953383499129&set=a.630751835752618


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *