
เคยสังเกตไหมครับว่าช่วงหลังมานี้เราออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านหรือนัดเจอเพื่อนฝูงน้อยลง? นอกจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปแล้วมีงานวิจัยที่น่าสนใจชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) อาจเป็นอีกหนึ่งตัวการสำคัญที่กำลังทำให้สังคมมนุษย์เริ่มแตกแยกและโดดเดี่ยวมากขึ้นครับ! งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Human Behaviour ได้เผยให้เห็นความเชื่อมโยงที่คาดไม่ถึงระหว่างสภาพอากาศและสุขภาพจิตทางสังคมของเราเมื่อโลกร้อนบีบให้เราต้องแยกตัว ดร. Marlee Bower จากศูนย์วิจัยสุขภาพจิต การใช้สารเสพติดมาทิลดาได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่าสภาพอากาศที่แปรปรวนไม่ได้ทำลายแค่ธรรมชาติข้างนอกแต่มันกำลังเปลี่ยนวิธีที่เราเชื่อมต่อกันโดยผลกระทบที่เกิดขึ้นมีดังนี้
- กับดักในอาคารคลื่นความร้อน (Heatwave) และปัญหาฝุ่นมลพิษบีบให้เราต้องขังตัวเองอยู่ในบ้าน หลีกเลี่ยงพื้นที่สาธารณะและยกเลิกกิจกรรมกลางแจ้งที่เคยสร้างความสุขร่วมกัน
- วงจรทางสังคมหยุดชะงัดเมื่อโรงเรียนปิดกิจกรรมชุมชนถูกระงับหรือกิจวัตรประจำวันพังทลายจากภัยพิบัติส่งผลโดยตรงต่อระดับความเครียดนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าและการแยกตัวจากสังคม (Social Isolation) ในที่สุด
ใครบ้างที่เสี่ยงที่สุด? ผลกระทบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนเท่าเทียมกันงานวิจัยระบุว่ากลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อยผู้อาศัยในพื้นที่ที่มีคุณภาพสิ่งแวดล้อมต่ำหรือผู้ทุพพลภาพคือกลุ่มที่ต้องเผชิญกับภาระสองเท่าทั้งความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่ควบคุมไม่ได้และการขาดแคลนการสนับสนุนทางสังคมและการเงินที่เพียงพอสร้างเกราะคุ้มกันด้วยสุขภาพสังคมที่เข้มแข็งที่ผ่านมานโยบายแก้ไขปัญหาโลกร้อนมักไปมุ่งเน้นที่โครงสร้างพื้นฐานหรือการรับมือภัยพิบัติเป็นหลักแต่ข้อมูลจากเหตุการณ์ไฟป่าในออสเตรเลียชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ในชุมชนคือกุญแจสำคัญผู้ที่มีสายสัมพันธ์ในชุมชนที่เหนียวแน่นจะมีอัตราความทุกข์ทรมานน้อยลงและฟื้นตัวได้เร็วขึ้นหลังจากเผชิญวิกฤตครับคำแนะนำวิธีรับมือและรักษาความสัมพันธ์ในยุคโลกร้อนเพื่อให้สุขภาพสังคมของเรายังคงแข็งแรงแม้ในวันที่สภาพอากาศไม่เป็นใจลองปรับใช้แนวทางเหล่านี้ดูครับ
- สร้าง “Digital Community” หากออกไปข้างนอกไม่ได้ให้ใช้ช่องทางออนไลน์ในการพูดคุย อัปเดตชีวิต หรือทำกิจกรรมกลุ่มเล็กๆ เพื่อรักษาความรู้สึกของการเชื่อมต่อ
- ใส่ใจเพื่อนบ้านเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างหรือเพื่อนบ้านแม้จะอยู่ในช่วงที่ต้องเว้นระยะห่างการทักทายหรือช่วยเหลือกันในระดับชุมชนคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
- วางแผนกิจกรรมในที่ปลอดภัยมองหาพื้นที่สาธารณะที่เป็นมิตรกับสุขภาพ (เช่น พื้นที่ที่มีเครื่องปรับอากาศหรืออากาศถ่ายเทสะดวก) เพื่อใช้เป็นสถานที่นัดพบแทนการงดทำกิจกรรมไปเลย
- ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตหากรู้สึกโดดเดี่ยวหรือเครียดจากสถานการณ์ภายนอก การแบ่งปันความรู้สึกกับคนรอบข้างหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญคือเรื่องสำคัญไม่ใช่เรื่องน่าอายครับ
บทสรุป: โลกที่ร้อนขึ้นส่งผลกระทบมากกว่าแค่ตัวเลขปรอทแต่ส่งผลถึงสุขภาพสังคมของเราด้วยการสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและการหันกลับมาดูแลความสัมพันธ์ของกันและกันจึงเป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวเพื่ออยู่รอดในยุควิกฤตสภาพภูมิอากาศครับ
Leave a Reply