เพื่อนแท้หรือแค่แอบอิจฉา?ถอดรหัสความสัมพันธ์ที่สูบพลังและวิธีรับมือเมื่ออยู่ใกล้แล้วรู้สึกแปลกๆ

ในเส้นทางชีวิตของผู้ใหญ่หลายครั้งเราอาจเคยมีความรู้สึกแปลกๆกับเพื่อนบางคนความรู้สึกอึดอัดกังวลใจหรือเหนื่อยล้าอย่างไร้สาเหตุทุกครั้งที่ได้พูดคุยด้วยทั้งที่บางทีก็เป็นคนที่รู้จักกันมานาน Dr. Cecelia Baldwin นักจิตวิทยาบำบัดด้านความสัมพันธ์ได้อธิบายถึงปรากฏการณ์นี้ไว้อย่างน่าสนใจผ่านประเด็น “Why Does This ‘Friend’ Make You Feel Weird? | How Envy Shows Up in Friendship” โดยชี้ว่าความอึดอัดใจเหล่านี้มักไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญแต่มักมีรากเหง้ามาจากความอิจฉาที่ซ่อนอยู่ (Hidden Envy) ในคราบของมิตรภาพ

1. สัญญาณเตือนพฤติกรรมของเพื่อนที่แอบอิจฉา (Frenemies)

ความสัมพันธ์แบบ Frenemies เพื่อนที่ไม่ใช่เพื่อนสนิทแท้จริงมักซ่อนพฤติกรรมบางอย่างที่เราอาจมองข้ามไปหากลองสังเกตดีๆจะพบรูปแบบที่น่าสนใจดังนี้

  • ยินดีแบบกลวงๆเวลาที่เรามีความสุขหรือประสบความสำเร็จพวกเขาจะเข้ามาแสดงความยินดีแต่เรามักสัมผัสได้ถึงความไม่จริงใจบางครั้งอาจเลือกที่จะเมินเฉยเปลี่ยนเรื่องคุยเข้าหาตัวเองทันทีหรือหายเงียบไปเฉยๆ
  • แอบสะใจในวันที่เราล้มในยามที่เราตกต่ำอกหักหรือเจอปัญหาหนักหนาพวกเขาอาจจะอยู่เคียงข้างแต่หากสังเกตให้ลึกซึ้งบางคนไม่ได้มาเพื่อเยียวยาจิตใจเราอย่างแท้จริงแต่อาจมาเพื่อเสพเรื่องราวแย่ๆของเราเพื่อให้พวกเขารู้สึกสบายใจขึ้นว่าชีวิตตัวเองไม่ได้แย่ที่สุด
  • ใช้เราเป็น “ไม้บรรทัด” วัดคุณค่าเพื่อนกลุ่มนี้ไม่ได้เข้ามาเพราะรักในตัวตนของเราแต่เข้ามาเพื่อใช้เราเป็นเกณฑ์เปรียบเทียบในวันที่เราสะดุดล้มพวกเขาจะรู้สึกมั่นคงปลอดภัยแต่ในวันที่เราก้าวหน้าพวกเขาจะรู้สึกถูกคุกคามทันที

2. ทำความเข้าใจความแตกต่างหึงหวง (Jealousy) VS อิจฉา (Envy)

ในทางจิตวิทยา 2 คำนี้มีความหมายและผลกระทบต่อจิตใจที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

  • ความหึงหวง (Jealousy) เป็นพลวัตของคน 3 คนมักเกิดจากความกลัวที่จะสูญเสียความรักความใส่ใจหรือสิ่งที่เราครอบครองให้กับบุคคลที่สาม
  • ความอิจฉา (Envy) เป็นเรื่องของคน 2 คน คือความอยากได้ในสิ่งที่คนอื่นมี เช่น ความสุขความสำเร็จความมั่นใจพร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวดลึกๆที่ตัวเองไม่มีสิ่งนั้นซึ่งมักมีต้นตอมาจากบาดแผลในใจ ความรู้สึกไม่มั่นคง และปมในวัยเด็กของพวกเขาเอง

3. กับดักการสูบพลัง (Vicarious Living) และการลดขนาดความสุข

อีกหนึ่งความย้อนแย้งที่เจ็บปวดคือบ่อยครั้งที่เพื่อนกลุ่มนี้ถูกดึงดูดเข้ามาหาเราเพราะพลังงานบวกความสดใสหรือความทะเยอทะยานของเราเนื่องจากพวกเขาไม่สามารถสร้างสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง

  • ความย้อนแย้งที่ทำร้ายความรู้สึกสิ่งที่ทำให้พวกเขาอยากเข้าใกล้เรากลับเป็นสิ่งเดียวกับที่ทำให้พวกเขาแอบหงุดหงิดเราในเวลาเดียวกันเพราะความสุขหรือความสำเร็จของเรามันไปทำหน้าที่ตอกย้ำ “สิ่งที่พวกเขาขาดหายไป”
  • การลงโทษตัวเองโดยไม่รู้ตัวผลลัพธ์ที่ตามมาคือเรามักจะเริ่มระมัดระวังตัวโดยอัตโนมัติต้องคอย “ลดขนาดความสุข” หรือปกปิดข่าวดีของตัวเองเพื่อไม่ให้เพื่อนคนนี้รู้สึกอึดอัดซึ่งในความเป็นจริงแล้ว “มันไม่ใช่หน้าที่ของเราเลยที่เราต้องดับแสงของตัวเองเพื่อให้คนอื่นสบายใจ”
4. วิธีจัดการความสัมพันธ์และปกป้องสุขภาพจิตในวัยผู้ใหญ่หากคุณเริ่มสำรวจตัวเองแล้วพบสัญญาณเหล่านี้นี่คือแนวทางฟื้นฟูพลังใจที่นักจิตวิทยาแนะนำ
  1. เชื่อสัญชาตญาณและระบบประสาทของตัวเองร่างกายของเราคือเครื่องสแกนความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดลองสังเกตความรู้สึกหลังเจอเพื่อนคนนั้นถ้าเป็นมิตรภาพที่แท้จริงเราจะรู้สึกอบอุ่นและมีพลังแต่ถ้าเป็นมิตรภาพที่มีพิษเราจะรู้สึกหมดแรงกังวลหรือรู้สึกผิดอย่างไร้เหตุผล
  2. ยอมรับการเติบโตและการเปลี่ยนผ่านมิตรภาพในวัยเรียนหรือที่ทำงานที่เกิดขึ้นจากความใกล้ชิดอาจไม่ได้แปลว่ามีค่านิยมตรงกันเสมอไปเมื่อเติบโตขึ้นคนเราย่อมเปลี่ยนไปการค่อยๆปล่อยมือจากความสัมพันธ์ที่ toxic จึงไม่ใช่เรื่องผิดบาปหรือการทรยศ
  3. ค่อยๆเฟดตัวออกอย่างนุ่มนวล (Natural Fade) ไม่จำเป็นต้องประกาศสงครามหรือทะเลาะกันใหญ่โตเราสามารถเลือกที่จะลดความถี่ในการเจอลดการเล่าเรื่องส่วนตัวเชิงลึกและถอยห่างออกมาอยู่ในระยะที่ปลอดภัยทางใจได้

บทสรุปจาก Dr. Cecelia Baldwin

ความสับสนอึดอัดหรือเหนื่อยล้าที่คุณรู้สึกเมื่ออยู่ใกล้ใครสักคนคือสัญญาณเตือนภัยจากสุขภาพจิตที่คุณไม่ควรมองข้ามเรามีความเมตตาต่อบาดแผลและปมในใจของมนุษย์ด้วยกันได้แต่เรา “ไม่มีความจำเป็นต้องเปิดพื้นที่แถวหน้าในชีวิตให้ใครเข้ามาสูบพลัง” คุณคู่ควรกับกัลยาณมิตรที่จะสว่างไสวไปกับความสำเร็จของคุณยืนหยัดเคียงข้างในยามที่คุณอ่อนแอ และรักในพลังงานของคุณด้วยความจริงใจครับ


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *