
หลายครั้งที่ผู้คนเลือกใช้ ‘ความเงียบเฉย’ เป็นวิธีรับมือกับความขัดแย้งในความสัมพันธ์โดยมักแสดงออกผ่านการเมินเฉย หรือ อาการงอน ที่ไม่ได้พูดออกมาตรงๆว่ารู้สึกอย่างไรแม้บางคนจะคิดว่านี่เป็นเพียงทางเลือกในการถอยห่างเพื่อสงบสติอารมณ์แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งความเงียบเฉยสามารถกลายเป็นเครื่องมือที่รุนแรงในการ ควบคุมหรือทำร้ายจิตใจโดยไม่รู้ตัว
ความเงียบเฉยรูปแบบหนึ่งของการทำร้ายทางอารมณ์
การเลือกไม่พูดไม่ตอบโต้ หรือแกล้งทำเป็นไม่รับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายเมื่อเกิดปัญหาอาจถูกมองว่าเป็นวิธี “หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง” แต่หากสิ่งนี้กลายเป็นพฤติกรรมซ้ำๆ และตั้งใจใช้เป็นเครื่องมือในการลงโทษหรือควบคุมผู้อื่น การกระทำดังกล่าวจะกลายเป็น “Emotional Abuse” อย่างชัดเจน งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าการถูกหมางเมินหรือโดนตัดออกจากการสื่อสารซ้ำๆ ทำให้คนรู้สึก ด้อยค่าและสูญเสียการควบคุมในชีวิต ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าความวิตกกังวล และปัญหาภาวะสุขภาพจิตในระยะยาวโดยเฉพาะเมื่อคนที่ทำคือคนใกล้ตัวไม่ว่าจะเป็นคู่รัก เพื่อน พ่อแม่ หรือเพื่อนร่วมงาน
ความเงียบที่กระทบจิตใจลึกซึ้งกว่าที่คิด
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการการยอมรับและการเชื่อมโยงกับผู้อื่น การถูกเพิกเฉยจึงเทียบได้กับการปฏิเสธความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่ายโดยตรงตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ
- เด็กที่ถูกพ่อแม่เมินเฉยหรือละเลยความรู้สึก
- คนที่ถูกเพื่อนร่วมงานไม่ให้มีส่วนร่วมในกลุ่ม
- การโดนกีดกันจากกลุ่มสังคมออนไลน์
- หรือแม้แต่ในเกมหรือกิจกรรมที่เด็กไม่ถูกรวมกลุ่ม
ทุกสถานการณ์เหล่านี้สามารถส่งผลให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกว่าตัวตนของพวกเขาไร้ค่าและไม่สำคัญ จนส่งผลต่อความเชื่อมั่นในตนเองและความรู้สึกเป็นเจ้าของในชีวิตของตัวเอง
ความเงียบไม่ใช่เสมอไปคือการสงบศึก
บางครั้งคนเลือกที่จะเงียบเพราะรู้สึกว่าการพูดอาจทำให้สถานการณ์แย่ลงหรือไม่กล้าเปิดเผยความรู้สึกภายในของตัวเองแต่หากการเงียบเฉยนั้นถูกใช้เพื่อ
- ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกผิด
- ควบคุมพฤติกรรมของอีกคน
- ดึงพลังหรืออำนาจในความสัมพันธ์กลับมา
นั่นไม่ใช่การสงบศึก แต่คือกลยุทธ์ในการทำร้ายจิตใจ ผู้ใช้ความเงียบเฉยมักยืดระยะเวลาการเมินเฉยออกไปหลายวัน หรือแม้แต่หลายสัปดาห์ เพื่อ “ลงโทษ” หรือ “บงการ” จนอีกฝ่ายรู้สึกสับสนอึดอัด และถูกควบคุมโดยไม่ต้องใช้คำพูดแม้แต่คำเดียว
ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ต้องมีผู้แพ้หรือผู้ชนะ
การโต้เถียงความไม่เข้าใจหรือความเห็นไม่ตรงกันเป็นเรื่องธรรมดาในทุกความสัมพันธ์แต่การเลือกใช้ความเงียบเฉยเพื่อตอบสนองต่อความขัดแย้ง เป็นสัญญาณว่าเรากำลังเดินห่างจากการเข้าใจกันและเริ่มใช้พฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อความสัมพันธ์นั้นโดยไม่รู้ตัวหากเรามองว่าความสัมพันธ์นั้นมีคุณค่าควรค่าแก่การรักษาไว้การสื่อสารด้วยความเคารพเปิดใจและมีเจตนาเพื่อฟังกันอย่างแท้จริงคือหนทางที่นำไปสู่ความเข้าใจ มิใช่ความเงียบที่กลืนกินความรู้สึกของกันและกัน
Leave a Reply