
เซทราลีน (Sertraline) คือหนึ่งในยาต้านอาการซึมเศร้าที่มีการสั่งจ่ายมากที่สุดในโลก ท่ามกลางยุคที่ผู้คนเผชิญความเครียดและปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแต่รู้ไหมครับว่ายาที่เรากินเข้าไปเพื่อบำบัดจิตใจกำลังเดินทางไกลและรั่วไหลลงสู่มหาสมุทรโดยที่เราไม่รู้ตัวล่าสุดโครงการ EcoShark Project นำโดย มารีอานา อลอนโซ (Mariana Alonso) ร่วมกับมหาวิทยาลัยสหพันธ์แห่งรีโอเดจาเนโร (UFRJ) ที่เฝ้าตรวจเช็กสุขภาพฉลามในบราซิลมาตั้งแต่ปี 2018 ได้ค้นพบข้อเท็จจริงที่น่าตกใจว่าพบสารเซทราลีนตกค้างในเนื้อเยื่อสมองของฉลามหัวค้อนซึ่งเป็นสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่งยาต้านเศร้าของคนเดินทางไปอยู่ในสมองฉลามได้อย่างไร?เส้นทางการเดินทางของยาเริ่มง่ายๆจากตัวเราครับ
- การขับถ่ายเมื่อเรากินยาเซทราลีนร่างกายจะย่อยสลายยาแต่สารหลงเหลือจะถูกขับออกทางปัสสาวะและอุจจาระลงสู่ชักโครก
- ระบบบำบัดน้ำเสียกรองไม่ได้โรงงานบำบัดน้ำเสียทั่วไปไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อกรอง “โมเลกุลยา” ได้อย่างหมดจดยิ่งในพื้นที่อย่างรีโอเดจาเนโรมีน้ำเสียเพียง 47% เท่านั้นที่ได้รับการบำบัดส่วนที่เหลือถูกปล่อยลงทะเลโดยตรง
- การสะสมในห่วงโซ่อาหารยาเซทราลีนมีคุณสมบัติชอบจับตัวกับเนื้อเยื่อที่มีไขมันสูงและระบบประสาทเมื่อสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กดูดซึมเข้าไปฉลามหัวค้อนที่เป็นผู้ล่าสูงสุดจึงได้รับสารพิษสะสมจากการกินเหยื่อต่อเป็นทอดๆจนสารเคมีพุ่งตรงเข้าสู่สมองของมัน
วิกฤตนี้ไม่ได้เกิดแค่ที่บราซิลเพราะในเดือนมีนาคม ปี 2026 งานวิจัยในวารสาร Environmental Pollution ยังพบว่าฉลามบริเวณหมู่เกาะบาฮามาส ซึ่งประชากรไม่หนาแน่นมีการปนเปื้อนทั้งโคเคนคาเฟอีนและยาแก้ปวดในกระแสเลือดเช่นกันสารสื่อประสาทรวนเมื่อสัตว์ทะเลต้องดมยาตลอดเวลายาเซทราลีนออกฤทธิ์ต่อสารสื่อประสาทเซโรโทนินในสมองมนุษย์และเนื่องจากระบบรับส่งเซโรโทนินในสัตว์มีกระดูกสันหลังมีความคล้ายคลึงกันยานี้จึงเข้าไปทำปฏิกิริยากับโปรตีนในสมองของฉลามได้ด้วยแม้จะยังไม่มีข้อสรุปว่าพฤติกรรมฉลามในธรรมชาติเปลี่ยนไปอย่างไรแต่ผลการทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่า ปลาม้าลายที่ได้รับสารเซทราลีนในปริมาณต่ำจะมีภาวะเคลื่อนไหวช้ากว่าปกติและเรียนรู้ช้าลงซึ่งถ้าเกิดสิ่งนี้กับฉลามในธรรมชาติย่อมส่งผลกระทบต่อการล่าและการอยู่รอดของพวกมันแน่นอน
คำแนะนำและข้อมูลเพิ่มเติมเราจะช่วยลดขยะเคมีภัณฑ์ได้อย่างไร?
ปัญหายาตกค้างในสิ่งแวดล้อม (Pharmaceutical Pollution) เป็นเรื่องที่คนรักสุขภาพและสิ่งแวดล้อมต้องหันมาใส่ใจโดยเราสามารถเริ่มช่วยกันได้ง่ายๆดังนี้ครับ
- อย่าทิ้งยาเหลือใช้ลงชักโครกหรือท่อน้ำยาเม็ดยาน้ำหรือยาปฏิชีวนะที่หมดอายุหรือเหลือใช้ไม่ควรเททิ้งลงท่อระบายน้ำหรือชักโครกเด็ดขาดเพราะระบบบำบัดน้ำเสียตามบ้านเรือนไม่สามารถกำจัดสารเคมีเหล่านี้ได้
- ทิ้งยาเก่าอย่างถูกวิธีแยกขยะประเภทยาออกจากขยะทั่วไปรวบรวมใส่ถุงให้มิดชิด เขียนหน้าถุงว่าเป็นยาหมดอายุ/ยาเหลือใช้เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำไปเผาทำลายในเตาเผาขยะติดเชื้อที่มีอุณหภูมิสูงและปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม
- ส่งคืนโครงการรับยาบริจาคหรือโรงพยาบาลโรงพยาบาลหลายแห่งมีจุดรับคืนยาเก่า หรือมีโครงการคัดแยกยาเพื่อนำไปทำลายอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ
เรื่องนี้สะท้อนว่าทุกสิ่งที่เรากินและขับถ่ายออกมาล้วนเชื่อมโยงกับโลกและธรรมชาติเสมอ คิดเห็นอย่างไรกับวิกฤตยาต้านเศร้าล้นทะเลนี้มาคอมเมนต์คุยกันได้ครับ!
Leave a Reply