
เส้นแบ่งระหว่างพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่การทำงานเริ่มพร่าเลือนนับตั้งแต่การทำงานจากที่บ้าน หรือ ‘Work from home’ กลายเป็นความปกติใหม่ ความยืดหยุ่นของเวลาทำให้สัดส่วนที่เคยถูกจัดแบ่งด้วยสถานที่ทำงานและบ้านไม่ใช่สาระสำคัญอีกต่อไปแม้ว่าระยะหลังมานี้ข้อถกเถียงเรื่องการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ หรือการลดจำนวนชั่วโมงการทำงานจะถูกยกขึ้นมาพูดคุยกันบ่อยครั้ง แต่ในความเป็นจริงยังมีบางกลุ่ม บางสาขาอาชีพที่ยังคงทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เป็น ‘ค่ามาตรฐาน’ หรือหนักกว่านั้น คือต้องทำงานล่วงเวลาทั้งที่ไม่ได้ค่าตอบแทนเลยก็มีโดยข้อมูลจากเว็บไซต์ ‘HRO Today’ สื่อท้องถิ่นในรัฐเพนซิลวาเนียระบุถึงผลสำรวจที่พบว่า ‘Gen Z’ คือเจเนอเรชันที่เผชิญกับการทำงานล่วงเวลาโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนมากที่สุดเมื่อ ‘การทำงานหนัก’ กลายเป็นค่ามาตรฐานของการเติบโตในระยะสั้นเราอาจคิดว่า ค่านิยมทำงานหนัก-ทำงานล่วงเวลามีต้นตอมาจากสถานการณ์โควิด-19 แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับพบว่า การทำงานล่วงเวลาโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานมานานหลายทศวรรษแล้วจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 ‘Grace Lordan’ รองศาสตราจารย์ด้านพฤติกรรมศาสตร์จาก ‘London School of Economics’ ระบุว่า ในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาวัฒนธรรมแบบ ‘แทตเชอริสซึม’ (Thatcherism) ที่ได้รับอิทธิพลจาก ‘มาร์กาเร็ต แทตเชอร์’ (Margaret Thatcher) อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงเหล็กแห่งอังกฤษมีอิทธิพลต่อผู้คนอย่างมีนัยสำคัญ
แนวคิดเรื่องชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ เชื่อกันว่า หากคุณต้องการเลื่อนตำแหน่งครั้งใหญ่ คุณต้องอุทิศตนให้กับการทำงาน การทำงานล่วงเวลาจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความขยันและการเติบโตนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมานอกจากนี้ บทความจากสำนักข่าว ‘บีบีซี’ (BBC) ยังอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า ตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 วัฒนธรรมการทำงานในออฟฟิศถึงจุดเฟื่องฟูสุดขีด การปรับเปลี่ยนสถานที่ทำงานจากโรงงานอุตสาหกรรมสู่ห้องกระจกแบบออฟฟิศทำให้การชี้วัดผลผลิตที่จับต้องได้ลดลง
สถานที่ทำงานยุคใหม่ไม่สามารถแบ่งงานกันทำเป็นชิ้นเป็นอันเหมือนกับงานสายพานการผลิตในโรงงานได้ ความคลุมเครือที่ว่านี้ทำให้เกิดสถานการณ์ ‘ทำงานล่วงเวลา’ โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนชัดเจนมากกว่าที่เคยเป็นอย่างไรก็ตาม ‘คันเร่ง’ ที่ทำให้ช่วงเวลา ‘Unpaid Hours’ หนักข้อยิ่งขึ้น คือการมาถึงของเครือข่ายดิจิทัลที่เชื่อมต่อมนุษย์กับงานเช้าจรดค่ำ ผลลัพธ์ที่ตามมา คืออีเมลที่ส่งถึงกันได้เพียงชั่วพริบตา สมาร์ทโฟนที่รวมช่องทางการติดต่อทุกรูปแบบเอาไว้ และการทำงานที่ผูกติดกับมนุษย์อย่างแยกกันไม่ออก ‘Abigail Masks’ ศาสตราจารย์ด้านการทำงานในอนาคตจาก ‘Newcastle University Business School’ ถึงกับให้ความเห็นไว้ว่า “The smartphone was the death knell for working hours” เขาระบุว่า ทันทีที่ผู้คนเลือกใส่อีเมลที่ทำงานลงในโทรศัพท์มือถือ เมื่อนั้นคนที่ต้องการติดต่อเรื่องงานกับคุณจะตรงดิ่งถึงตัวคุณได้โดยเร็ว และคิดอยู่เสมอว่า คุณมีเวลาว่างมากพอสำหรับการทำงานเสมอ คนอื่นทำได้ คุณก็ต้องทำได้ ไม่อยากทำก็ต้องทำในบางประเทศการทำงานหนัก-ทำงานล่วงเวลากลายเป็น ‘วัฒนธรรม’ ที่ส่งทอดต่อถึงกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น ‘ประเทศญี่ปุ่น’ การทำงานหนักแสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์ ความขยัน ความทะเยอทะยานในเส้นทางการทำงานยิ่งล่วงเวลามากเท่าไรก็จะยิ่งสร้างความประทับใจให้หัวหน้ามากเท่านั้น หลายคนจึงใช้เวลาการทำงานล่วงเวลาไปหลายชั่วโมงในแต่ละวันเพื่อเป็นบันไดสู่การยกระดับตำแหน่งและค่าตอบแทนศาสตราจารย์ด้านพฤติกรรมศาสตร์ให้คำอธิบายในอีกมุมหนึ่งไว้ว่า สำหรับบางคนที่ไม่ได้ต้องการติดสปีดตำแหน่งหน้าที่การงาน แต่พวกเขาก็โอบรับวัฒนธรรมดังกล่าวไปด้วยเนื่องจากความกดดันจากสภาพแวดล้อมรอบข้างเธอระบุว่า เป็นธรรมดาของมนุษย์ที่มักจะทำตามผู้คนรอบข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราอยู่ในสถานะ ‘คนใหม่’ หากคุณเพิ่งเข้าไปทำงานในออฟฟิศแล้วเพื่อนร่วมงานล้วนทำงานล่วงเวลากันหมด คุณก็มีแนวโน้มที่จะปรับพฤติกรรมให้สอดคล้องกับสังคมนั้นเช่นกัน
และแม้ว่าความขยัน มุ่งมั่น อาจไม่ได้สะท้อนผ่านฐานเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นในเวลาต่อมาแต่ธรรมชาติของมนุษย์มักเลือกที่จะทำตามมากกว่าก่อความวุ่นวาย ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำงานระบุว่า ผู้คนกลัวที่จะตกงานเพราะรู้ว่ามีคนทำสิ่งเหล่านี้ได้ดีกว่าพวกเขา ฉะนั้น หากมีคนทำงานล่วงเวลาได้ คุณก็ต้องทำให้ได้เช่นกัน ผลลัพธ์จะเปลี่ยนอย่างไร ขึ้นอยู่กับ ‘หัวหน้า’
‘บีบีซี’ ระบุว่า มีงานวิจัยมากมายที่ชี้ให้เห็นว่า การทำงานน้อยลงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพชิ้นงานได้มากขึ้น แต่สำหรับงานที่มีลักษณะ ‘Knowledge work’ ก็มีความซับซ้อนในการหาวิธีวัดผล ‘เวลา’ จึงไม่ใช่กรอบที่เหมาะสมนักสำหรับงานประเภทนี้ แต่คือการแบ่ง ‘Task’ งานให้ชัดเจน ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นสิ่งสำคัญที่สุด คือวิสัยทัศน์และมุมมองของผู้บริหารว่าจะสามารถกำหนดแบบแผนเพื่อการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกได้หรือไม่ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมศาสตร์มองว่า เมื่อเวลาผ่านไปคนทำงานที่ให้ความใส่ใจเรื่อง ‘สมดุลชีวิต’ จะเลือกที่ทำงานที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าหากบริษัทยืนยันและเชื่อมั่นในวัฒนธรรมการทำงานหนัก คุณต้องมีข้อแลกเปลี่ยนที่สมเหตุสมผลให้กับพวกเขาเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นค่าตอบแทนที่ดึงดูดใจหรือสวัสดิการที่สะท้อนว่า บริษัทมองเห็นคุณค่าของพนักงานจริงๆ
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : https://web.facebook.com/photo/?fbid=679789384285508&set=a.577986301132484
Leave a Reply