
พูดถึง “ตับ” หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเพียงแค่อวัยวะภายในร่างกายหนึ่งชิ้นเท่านั้น ไม่ได้สำคัญเท่ากับดวงตาหรือหัวใจเลยถูกมองข้ามไปด้วย บางคนอาจเคยได้ยินว่า ถ้าดื่มเหล้าเยอะจะทำให้ตับแข็ง แต่รู้หรือไม่ว่า ต่อให้เราไม่เที่ยวไม่ดื่มเลยก็ตาม เราก็สามารถเกิดโรคตับได้เช่นกัน !
แน่นอนว่าต่อให้เราพยายามดูแลตัวเองมากแค่ไหน เราก็อาจจะเผลอทำลายตับแบบไม่รู้ตัว… วันนี้ STeP จะชวนมาดูกันว่า ถ้าเราไม่ดื่มเหล้า แล้วอะไรเล่าที่ทำให้เราเสี่ยง ?![]()
‘ตับ’ อวัยวะชิ้นสำคัญและเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญมากมายเปรียบได้เหมือนศูนย์กลางการทำงานในร่างกาย เพราะเป็นทั้งผู้ผลิต ผู้เก็บ และผู้เปลี่ยน ให้กับร่างกายเรา
ผู้ผลิต : ตับสร้างโปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกาย ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างน้ำดีที่เผาผลาญ สลายไขมัน รวมถึงผลิตฮอร์โมนและสร้างภูมิคุ้มกัน
ผู้เก็บ : ตับเป็นแหล่งกักเก็บไกลโครเจน เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน รวมถึงวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย
ผู้เปลี่ยน : ตับจะเปลี่ยนแปลงอาหารและยา ให้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้ และช่วยล้างสารพิษ กรองสารพิษในเลือดและขับของเสียออกจากร่างกาย
#มหัศจรรย์ของ‘ตับ’ ![]()
![]()
งานวิจัยจากทีมนักชีววิทยาระดับโมเลกุล จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเดรสเดนของเยอรมนี ได้ใช้วิธีตรวจวัดอายุกำเนิดของเซลล์ตับด้วยคาร์บอน-14 หรือคาร์บอนกัมมันตรังสี พบว่าเซลล์ตับส่วนใหญ่ของมนุษย์นั้นมีอายุอ่อนเยาว์ไม่เกิน 3 ปีเสมอ ไม่ว่าคนผู้นั้นจะมีอายุมากน้อยเพียงใดแล้วก็ตาม จากการทดลองกับตัวอย่างเนื้อเยื่อที่ได้จากผู้บริจาคกว่า 50 ราย ซึ่งมีอายุระหว่าง 20-84 ปี ผลปรากฏว่าเซลล์ตับส่วนใหญ่นั้นมีอายุไม่เกิน 3 ปี เสมือนเป็นอวัยวะของเด็กเล็ก![]()
การศึกษาค้นคว้าของมหาวิทยาลัยไอโอว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่าตับเป็นอวัยวะเพียงชิ้นเดียวที่สามารถสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาเพื่อทดแทนเซลล์เก่าที่ถูกทำลายได้ เหมือน ‘การงอกใหม่’
ตับของมนุษย์สามารถให้กำเนิดเซลล์ใหม่ขึ้นมาผลัดเปลี่ยนกับเซลล์เก่าได้ทุกปีทำให้ตับคงสภาพอ่อนเยาว์อยู่เสมอ ซึ่งเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ที่ยังไม่พบในสัตว์ชนิดอื่น เพราะอัตราการงอกเกิดใหม่ของเซลล์ในอวัยวะอื่นจะค่อย ๆ ลดลงไปตามวัย แต่เซลล์ตับมนุษย์นั้นสามารถเจริญขึ้นใหม่ได้เสมอ![]()
#ไม่ดื่มแอล ก็เสียงได้!![]()
นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า แบคทีเรียในลำไส้บางชนิดสามารถผลิตแอลกอฮอล์ออกมาในปริมาณมาก จนทำให้บางคนต้องเมามายโดยไม่ได้ตั้งใจ และยังต้องล้มป่วยเป็นโรคไขมันพอกตับแบบที่ไม่ได้เกิดจากพิษสุราอีกด้วย เป็นภาวะที่บางคนมีอาการมึนเมาและป่วยเป็นโรคตับเหมือนคนติดสุรา ทั้งที่ชีวิตจริงไม่เคยได้ดื่มสักหยดเลยนั้น เคยมีการค้นพบครั้งแรกช่วงทศวรรษ 1940 โดยเรียกว่า “กลุ่มอาการร่างกายบ่มสุราได้เอง” (Auto-brewery Syndrome – ABS)
ทีมนักวิจัยจากสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (CAS) พบว่าเชื้อแบคทีเรีย K. pneumoniae เป็นเชื้อที่อาศัยในลำไส้มนุษย์ จึงมีการนำตัวอย่างอุจจาระมาเปรียบเทียบกับของคนปกติที่มีสุขภาพแข็งแรง 48 คน และเปรียบเทียบกับอุจจาระของคนที่ป่วยด้วยโรคตับ NAFLD อีก 43 คน ผลปรากฏว่าพบเชื้อ K. pneumoniae ในคนที่เป็นกรณีศึกษาในจำนวนสูงกว่าคนปกติถึง 19% ในขณะที่ผู้ป่วยโรคตับ NAFLD มีจำนวนแบคทีเรียสูงกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย
แล้วอะไรที่ทำลาย “ตับ” แบบไม่รู้ตัว? ![]()
![]()
• ติดมัน![]()
การรับประทานอาหารทอดๆ มันๆ จนเคยชิน รวมถึงอาหารปิ้งย่าง อาหารที่มีไขมันสูง อาหารสำเร็จรูปหรืออาหารจั๊งค์ฟู้ดจะทำให้เกิดภาวะอ้วนลงพุง เกิดไขมันสะสมเป็นไขมันพอกตับ
• ติดหวาน![]()
การเติมหวานด้วยสารพัดเมนู ทั้งน้ำอัดลม น้ำปั่น ชา กาแฟ หรือชานมไข่มุก เมื่อน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดมากเกินไป ร่างกายจะส่งไปเก็บไว้ที่ตับในรูปของไกลโคเจน (Glycogen) โดยจะเก็บไว้ได้เพียง 50 กรัม ส่วนที่เหลือ ตับจะส่งกลับไปที่กระแสเลือดแล้วเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน เกิดการสะสมเกิดเป็นไขมันพอกตับ
• ติดปรุง![]()
ยิ่งทานรสจัดตับยิ่งต้องทำงานหนักเพราะแม้แต่พริกป่น ก็อาจปนเปื้อนด้วยเชื้อราที่ผลิตสารอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) หากยิ่งเติมเข้าไปมากๆ จะเกิดการสะสมของสารที่ตับและไปสู่การเป็นมะเร็งตับได้ในที่สุด
• ติดส่อง![]()
มีผลจากการรวบรวมข้อมูลการศึกษาจากหลายแห่งทั่วโลกที่พบว่าคนที่นอนหลับไม่เพียงพอจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะไขมันเกาะตับ (NAFLD) ได้ประมาณ 1.2 เท่า เมื่อเทียบกับคนที่นอนหลับเพียงพอ
• ติดสวย![]()
แค่ทาลิปสติกก็ส่งผลต่อตับได้ไม่รู้ตัว เพราะการทาลิปสติกอาจมีการปะปนของสารเคมีประเภทโลหะหนัก มีสารปรอท สารหนู สังกะสี อะลูมิเนียม เหล็ก โครเมียม ที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับอย่างมาก รวมถึงสารเคมีจากสีย้อมผมและน้ำยาทาเล็บที่สาวๆนิยมกันอีกด้วย
• ติดเมา![]()
การติดบุหรี่ก็เป็นอีกปัจจัยที่นอกจากจะส่งผลต่อปอดแล้ว ยังส่งผลต่อตับเช่นกัน! เพราะการสูบบุหรี่จะส่งผลต่อการทำงานของตับผ่านการสูดดมควันบุหรี่และผ่านสารนิโคตินที่มีสารอนุมูลอิสระปะปนอยู่
• ติดต่อ![]()
โรคตับที่ติดต่อทางเลือดหรือเชื้อไวรัส ทั้งจากการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน การใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น เช่น มีดโกน แปรงสีฟัน กรรไกรตัดเล็บและเข็มฉีดยา
• ติดยา(พารา)![]()
การทานยาและอาหารเสริมในปริมาณมากเกินไป เช่น ยาพาราหรือยาลดน้ำหนัก การได้รับยาติดต่อกันเป็นเวลานานจะรบกวนการทำงานของตับ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อตับจนกลายเป็นภาวะตับวายได้
• ติดขี้เกียจ![]()
การปล่อยปละละเลยให้ตัวเองน้ำหนักเกิน ขี้เกียจ ไม่ชอบออกกำลังกาย ชอบอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดไขมันสะสมเป็นภาวะอ้วนลงพุง ตลอดจนกลายเป็นไขมันพอกตับ ที่ไม่ว่าจะเป็นคนอ้วนหรือผอมก็เป็นได้
#howto ดูแลตับให้แข็งแรง ![]()
พักผ่อนให้เพียงพอ ให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้อย่างเต็มที่
ลดหรือเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ควรดื่มอย่างพอดี
ลด ละ เลิก การสูบบุหรี่
หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง ของมันของทอด อาหารจำพวกแป้ง
ลดการทานอาหารสำเร็จรูป อาหารแปรรูปต่างๆ
ทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างาย
ควบคุมน้ำหนักตัวเองและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ทานยาเท่าที่จำเป็น หลีกเลี่ยงการกินยาสมุนไพรหรือยาที่ไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
อย่าปล่อยให้ตับเป็นอวัยวะที่ถูกลืม เพราะเมื่อถึงวันที่ตับเริ่มพัง จะเริ่มดูแลวันนั้นก็ไม่ทันแล้ว… หาเวลาไปตรวจสุขภาพตับกันด้วยนะ ! ![]()
Cr : https://web.facebook.com/photo/?fbid=679801700854973&set=a.562534845914993
Leave a Reply