
“ไม่มีความสุขในการทำงานเลย แต่ไม่กล้าลาออกทำไงดีครับ” “ถ้าไม่มีความสุขกับงานที่ทำอยู่แต่เงินดี จะทนทำต่อไปไหมคะ” หัวข้อกระทู้เชิงขอคำแนะนำที่ถูกตั้งเอาไว้บนเว็บไซต์พันทิป (Pantip) ปัญหายอดฮิตของมนุษย์ออฟฟิศที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวันทั้งกลุ่มคนที่ได้ทำงานที่ตัวเองมีความสุขและไม่มีความสุข อันที่จริงก็เป็นเรื่องธรรมดาแหละที่คนที่ทำงานที่ตัวเองไม่มีความสุขจะไม่มีความสุขกับงานแต่ถ้าหากพูดถึงคนที่ทำงานตัวเองมีความสุขแล้วไม่มีความสุขก็ฟังดูจะแปลกไปสักหน่อยใช่ไหมล่ะหลายคนอาจสงสัยว่า “อ้าว! คนที่ได้ทำงานที่ตัวเองมีความสุขก็ต้องมีความสุขอยู่แล้วไหม? มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน”
เป็นไปได้แหละ เพราะแม้ว่าพวกเขาจะได้ทำงานในสิ่งที่รักแต่พอวันเวลาผ่านไปการตื่นขึ้นมาทำสิ่งเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็อาจทำให้แพชชันที่เคยมีมอดลงจนเกิดเป็นความรู้สึกเบื่อหน่ายได้ก็เหมือนตอนเด็กๆ ที่เคยชอบเล่นหุ่นยนต์หรือตุ๊กตาบาร์บี้ พอเล่นไปนานๆ คุณก็เบื่อ โยนมันเข้ากรุ ไม่กลับไปเล่นอีก หรือถ้าสมมติให้กินอาหารแบบเดียวกันทุกมื้อเป็นเวลา 1 ปีเต็ม คุณเองก็คงจะเบื่ออย่างแน่นอน ความรู้สึกจากสิ่งที่เคยกินแล้วมีความสุขก็อาจกลายเป็นสิ่งที่คุณกินแล้วไม่มีความสุขอีกต่อไปได้เหมือนกันโดยวิธีแก้ของการไม่มีความสุขก็ไม่ได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอะไรเลย เพียงแค่ต้อง ‘ลาออกแล้วเปลี่ยนไปทำงานใหม่ที่มีความสุข’ ก็เท่านั้น คำพูดที่ดูทำง่ายแต่ที่จริงแล้วสุดแสนจะยากเพราะในความเป็นจริง ปัจจัยทางด้านการเงินก็มีความสำคัญต่อชีวิตของหลายๆ คนไม่น้อยเลยทีเดียวคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในบ้านเราก็มีความเหลื่อมล้ำของแต่ละอาชีพอยู่มากบางอาชีพถูกให้คุณค่าราคามากกว่าอาชีพอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น อาชีพหมอที่มีเงินเดือนสูงลิ่วหลักหมื่นหลักแสน แต่ในขณะเดียวกัน หากหันมาดูที่ฝั่งอาชีพนักดับเพลิงกลับพบว่า มีฐานเงินเดือนเพียงแค่ 11,500 บาทเท่านั้น ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าแปลกอยู่พอสมควรทั้งที่จริงแล้วอาชีพนี้ก็มีความสำคัญไม่ต่างจากอาชีพอื่นๆด้วยซ้ำแถมยังต้องเสี่ยงชีวิตตัวเองในการปฏิบัติหน้าที่อีกด้วยแต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่ากลุ่มคนในสายอาชีพนี้ไม่ได้รับค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อสักเท่าไรและด้วยเหตุนี้ก็น่าจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยใฝ่ฝันในตอนเด็กว่า อยากจะเป็นนักดับเพลิงให้ได้ แต่เมื่อไม่ได้มีต้นทุนในชีวิตมากพอ ทำให้เมื่อเติบโตขึ้น พวกเขาก็ไม่ได้เดินตามความฝันของตัวเอง บางคนก็เลยต้องเริ่มต้นทำงานในสิ่งที่รู้ว่าตัวเองไม่ได้มีความสุขตั้งแต่แรกอยู่แล้วเพราะด้วยความจำเป็นทางด้านการเงินหรืออย่างเคสที่พอทำงานไปได้ระยะหนึ่ง เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น ตำแหน่งและฐานเงินเดือนก็มักจะสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งหากที่พูดถึงการลาออกเพื่อไปทำงานใหม่ที่มีความสุขแล้วหลายคนก็อาจจะเกิดความรู้สึกอีหลักอีเหลื่อขึ้นมาในหัวได้ไม่รู้ว่า ทางเลือกใหม่ที่จะก้าวเดินไปนั้นคุ้มค่าที่จะเสี่ยงรึเปล่า? บางคนอาจจะยอมเสี่ยงในทางกลับกันบางคนก็ทนอยู่กับสิ่งเดิมต่อไป ภาวะที่ดูสิ้นไร้ไม้ตอก กลืนไม่เข้าคายไม่ออกดูไม่มีทางเลือก แต่ในความเป็นจริง กลุ่มคนเหล่านี้ได้เลือกแล้วต่างหากล่ะ ซึ่งเลือกที่ว่าก็คือการเลือกเดินในถนนสายเดิมนั่นเองและถ้าคุณเป็นหนึ่งในกลุ่มคนแบบที่เล่ามา แม้ว่าจะกินยาแขนงไหนก็ไม่อาจช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้นมาได้จริงไหม? ฉะนั้น เราอยากให้คุณลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า “จริงๆ แล้ว คุณไม่มีความสุขกับงานหรือเป็นเพราะคุณที่เลือกจะไม่มีความสุขกับงานกันแน่?” แต่ในเมื่อสุดท้ายแล้ว คุณเลือกที่จะเดินในถนนสายเดิมต่อไป ทำไมไม่ลองเปลี่ยนเป็นการมีความสุขกับมันดูล่ะ มาดู MPS process ที่จะช่วยให้คุณมีความสุขกับงานที่ทำกัน ดร.ทาล เบน-เชฮาล (Tal Ben-Shahar) ได้พูดถึงโมเดล MPS process เอาไว้ในหนังสือ Happier ว่า “เป็นกระบวนการค้นหาความสุขจากงานที่ทำด้วยการให้คุณค่าความพอใจและจุดแข็งของตัวเอง” โดยกระบวน MPS process นี้ประกอบไปด้วยคำถาม 3 ข้อง่ายๆ ดังนี้ M : Meaning อะไรที่คุณทำแล้วรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและความหมาย?
ถามตัวเองว่า ช่วงไหนที่ทำให้คุณรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง? หลับตาลง แล้วจินตนาการถึงภาพเหตุการณ์ที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเช่น ต้นรักให้คุณค่ากับการเรียนรู้ และการพัฒนาตัวเอง เป็นต้น ซึ่งที่ให้ทำแบบนี้ก็เพราะคุณค่า ความหมายเหล่านี้จะเป็นหนึ่งในแรงผลักดันให้เราก้าวต่อไปข้างหน้าได้ง่ายขึ้น ก็เหมือนเวลาที่นึกถึงความสุขหรือประโยชน์ในอนาคตนั่นแหละยิ่งเห็นภาพชัดเจนเท่าไร เราก็ยิ่งรู้สึกอยากทำมันให้สำเร็จมากขึ้นเท่านั้น
P : Pleasure อะไรที่คุณรู้สึกสนุก และพอใจ? หลังจากที่ให้ความสำคัญกับความสุขของอนาคตในข้อแรกกันไปแล้ว ข้อต่อมา ลองกลับมาให้ความสำคัญกับปัจจุบันกันบ้าง นึกถึงสิ่งที่คุณทำแล้วรู้สึกสนุก และพอใจดูสิ โดยสิ่งเหล่านี้อาจเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในงานก็ได้นะ ยกตัวอย่างเช่น ต้นรักรู้สึกสนุก และพอใจเวลาที่ได้รับคอมเมนต์จากผู้ที่อ่านบทความ เป็นต้น S : Strength อะไรคือจุดแข็งของคุณ? การระบุจุดแข็งอาจฟังดูเป็นเรื่องยากสำหรับหลายคน เพราะบางครั้งเราก็เผลอมองข้ามสิ่งสำคัญตรงนี้ไปโดยไม่รู้ตัว ฉะนั้น หากไม่รู้จริงๆ อาจจะถามคนรอบข้างก็ได้ให้พวกเขาช่วยบอกว่า คุณทำอะไรได้ดี? ยกตัวอย่างเช่น จุดแข็งของต้นรักคือมีความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นเลิศ เป็นต้น จากนั้นนำทั้ง 3 คำตอบมาซ้อนกับงานที่ทำอยู่ ยกตัวอย่างเช่น ต้นรักทำงานเป็น Content Writer ที่เพจ Future Trends ซึ่งเป็นเพจที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาตัวเอง และถึงแม้ว่าเธอจะไม่ชอบเนื้องานการเขียนสักเท่าไรแต่ต้นรักก็มีความสุขกับอาชีพนี้มากเพราะเธอได้ใช้จุดแข็งอย่างการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างสรรค์หัวข้อสนุกไปกับการรับฟีดแบคของชิ้นงานที่ถูกเผยแพร่ออกไป และนอกจากนี้เธอยังได้ให้ความรู้ และส่งผ่านแรงบันดาลใจในการพัฒนาตัวเองผ่านการเขียนบทความอีกด้วยเห็นไหม แค่นี้ต้นรักก็ไม่ต้องมานั่งซังกะตายแล้วเนื่องจากเธอได้เปลี่ยนจากการมองแค่ job description เพียงอย่างเดียวมาเป็นการมอง calling description หาสเน่ห์หรือสิ่งที่ตอบสนองหัวใจจากงานที่ทำอยู่แทน ทุกงานต่างก็มีสิ่งดีๆที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองข้ามมันไปรึเปล่า ถ้าท้ายที่สุดแล้ว คุณเลือกที่จะทนอยู่กับสิ่งเดิมต่อไป ก็อย่าเสียเวลานั่งเซ็งต่อไปเลย ลองนำโมเดลนี้ไปปรับใช้กันดู เรียนรู้ที่จะมีความสุขกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่มีเงื่อนไข แล้วจากงานที่คุณเคยบ่นว่า “I hate my job.” ก็จะกลายเป็นงานที่คุณพูดได้อย่างเต็มปากว่า “I love my job.” นั่นเอง
เรียบเรียงโดย Chompoonut Suwannochin
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.facebook.com/futuretrends.th
Leave a Reply