
รู้หรือไม่ว่าการเลือก “ช่วงเวลา” ในการออกกำลังกาย สามารถส่งผลต่อระบบต่างๆของร่างกายได้แตกต่างกันออกไป แม้การออกกำลังกายจะดีเสมอไม่ว่าจะทำเวลาใดก็ตามแต่การเข้าใจ “จังหวะชีวภาพ” ของร่างกาย (Biological Rhythm) จะช่วยให้คุณวางแผนการออกกำลังกายได้ตรงจุดและได้ผลลัพธ์ดียิ่งขึ้นผลการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างกว่า 85,000 คน พบว่าการออกกำลังกายในแต่ละช่วงเวลามีข้อดีเฉพาะตัว ดังนี้
ช่วงเช้า – สาย (08.00–11.00 น.)
- เหมาะกับผู้ที่ต้องการ “ดูแลสุขภาพหัวใจ”
- งานวิจัยพบว่าช่วงเวลานี้ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจได้ถึง 11–16%
- การออกกำลังกายตอนเช้ายังช่วย “กระตุ้นสมอง” ให้ตื่นตัวตลอดวันเพิ่มสมาธิและประสิทธิภาพการทำงาน
คำแนะนำ: ควรเริ่มด้วยการวอร์มอัพเบาๆ เพื่อปรับอุณหภูมิร่างกาย โดยเฉพาะในวันที่อากาศเย็น เพราะหลอดเลือดและกล้ามเนื้อยังไม่พร้อมเต็มที่
ช่วงเย็น – ค่ำ (17.00–20.00 น.)
- เป็นช่วงที่ร่างกาย “เผาผลาญได้ดีที่สุด” มากกว่าช่วงเช้าถึง 10%
- มีพลังงานสะสมจากมื้ออาหารทั้งวัน จึงออกกำลังกายได้ “นานกว่า” และ “ฟิตกว่า”
- ร่างกายสามารถใช้ออกซิเจนได้มากขึ้น ทำให้ความทนทานสูงเหมาะกับการออกกำลังกายที่ต้องใช้แรง เช่น วิ่ง ยกน้ำหนักหรือเล่นกีฬา
คำแนะนำ: หลังออกกำลังกายควรพักร่างกายอย่างน้อย 90 นาที ก่อนเข้านอนเพื่อให้ร่างกายคูลดาวน์ อัตราการเต้นหัวใจและระดับอะดรีนาลีนกลับสู่ภาวะปกติจะช่วยให้นอนหลับลึกและฟื้นฟูได้ดี
แล้วออกกำลังกายก่อนนอนล่ะทำได้ไหม?
งานวิจัยล่าสุดชี้ว่าการออกกำลังกายก่อนนอนไม่ได้ทำให้คุณนอนหลับยากอย่างที่เคยเชื่อกันตรงกันข้ามหากเว้นระยะพักให้เพียงพอยังช่วยให้นอนหลับสนิทขึ้นอีกด้วย
สรุปเวลาไหนก็ออกได้แต่อย่าไม่ออกเลย
ไม่ว่าจะออกกำลังกายตอนเช้าเย็น หรือก่อนนอนล้วนช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากโรคต่างๆได้มากกว่า 40% ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ “เวลา” แต่คือ “ความสม่ำเสมอ” ของการออกกำลังกายเพียงคุณจัดเวลาได้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองไม่เร่งไม่หักโหม ร่างกายและหัวใจก็พร้อมจะตอบแทนด้วยสุขภาพที่แข็งแรงในระยะยาว
Leave a Reply