
คุณเคยรู้สึกแบบนี้กันมั้ย ที่ว่าทำงานมาเหนื่อยมากไม่ไหวแล้ว อยากพักผ่อนบ้าง ซึ่งตัวเราเองก็รู้ด้วยนะว่าสมควรที่จะพักได้แล้ว แต่สุดท้ายเราก็เลือกที่จะไม่ทำ เพราะมันมีเรื่องให้คิดเยอะแยะไปหมด แถมยังไม่กล้าขอลางานเพราะเกรงใจเพื่อนร่วมงานกับเจ้านายอีก ถ้างั้นพยามฝืนลุยงานต่อไปอีกหน่อยก็แล้วกัน ซึ่งไอ่การที่เราพยายามฝืนทำอีกนิด พยายามต่ออีกหน่อยนี่แหละ มันจะดำเนินการต่อไปเรื่อยๆๆๆ จนสุดท้ายก็ไม่ได้พักสักที และกลายเป็นการฝืนทำงานไปอย่างไร้เชื้อไฟเรื่องการหยุดพักไม่ได้นั้น เราอาจจะแบ่งได้เป็น 2 แบบหลักๆ คือหยุดพักไม่ได้เพราะหาเวลาที่ลงตัวไม่ได้จริงๆ กับ หยุดไม่ได้เพราะเกรงใจเพื่อนร่วมงานและเจ้านาย อย่างไรก็ดี คนทำงานหลายๆ คนกลับต้องเจอสองอย่างนี้รวมกันคือ ไม่กล้าหยุดเพราะไม่มีเวลาด้วยผสมกับเกรงใจเพื่อนด้วย ซึ่งไอ่การอยากหยุดแต่หยุดไม่ได้เนี่ย ดูจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตการทำงานคนยุคนี้ไปแล้ว โดยเจ้าปัญหานี้ก็เป็นปัญหาของคนทำงานทั่วโลกที่เรามีศัพท์เฉพาะเรียกว่า ‘Presenteeism’ นิยามของคำว่า Presenteeism ในแบบเข้าใจง่ายๆ คือ ภาวะการฝืนไปทำงานโดยไม่หยุดพัก แม้ว่าร่างกายและจิตใจจะไม่ไหวก็ตาม โดยอาการดังกล่าวถือเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับภาวะทางจิตใจ ที่เกิดขึ้นได้กับการทำงานทุกประเภท และถึงแม้ว่างานนั้นๆ จะเป็นงานที่ดีและเป็นงานที่เรารัก แต่หากทำงานติดต่อกันหนักๆ ไปเรื่อยๆ มันก็จะกลายปัญหาสุขภาพทางจิตที่ถึงแม้เราจะกำลังลาป่วยอยู่ แต่มันก็อาจมีความรู้สึกบางอย่างที่อยากลากตัวเรากลับไปทำงาน ซึ่งแน่นอนหากเราติดอยู่ในภาวะที่ต้องไปทำงานทั้งๆ ที่ร่างกายไม่ไหว นี่ก็จะเป็นความเสี่ยงที่ทำให้ขาดการฟื้นคืนสภาพร่างกาย และโหยหาการพักผ่อน แต่ในเมื่อตัวเราดึงดันที่จะฝืน ผลของวงจรชีวิตเช่นนี้ก็จะยิ่งทำให้เราหมดไฟได้เร็วขึ้นทั้งนี้การเกิดภาวะ Presenteeism กับตัวพนักงานยังมีผลกระทบด้านลบต่อองค์กร เพราะแน่นอนหากมีพนักงานที่ทำงานแบบฝืนร่างกายและจิตใจ องค์กรก็จะได้เพียงแค่พนักงานดุจดั่งซอมบี้ ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพโดยรวมของบริษัทด้วย
แต่ถึงอย่างนั้น ด้วยความที่บริษัทส่วนใหญ่มักมีวัฒนธรรมที่เกิดจากค่านิยมทางสังคมที่บ่มสอนเราให้ขยันตั้งใจทำงานหนักๆ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ระบบการทำงานและวัฒนธรรมการทำงานในแต่ละแห่งแต่ละที่ จึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ครอบอยู่และทำให้ Presenteeism ยังคงดำรงอยู่ต่อไป จากเรื่องราวดังกล่าว ถ้าอย่างงั้นแล้ว คราวนี้ก็ขอขยับขยาย How to ที่ยกระดับไปถึงขั้นองค์กรสักหน่อยแล้วกัน และนี่คือ 4 แนวทางการแก้ไขปัญหา Presenteeism ในด้านการจัดการและวัฒนธรรมองค์กร
1. ผลงานไม่สำคัญเท่ากับพนักงาน ส่วนสำคัญประการแรกคือ เรื่องของทัศนคติในแต่ละองค์กรที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับพนักงาน ที่เป็นมากกว่าเป็นแค่แรงงาน โดยควรที่จะมุ่งเน้นไปในด้านมิตรภาพขององค์กรและพนักงาน ในด้านคุณภาพของบุคลากรเองก็ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของทักษะ และความตั้งใจในการทำงาน แต่ยังรวมถึงใส่ใจคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจด้วย ทั้งนี้ในแต่ละองค์กรเองก็ควรมีนโยบายพื้นฐานที่เอาไว้ใส่ใจเรื่องสุขภาพกาย สุขภาพจิตแก่พนักงานด้วย
2. สร้างสภาพแวดล้อมของการทำงานเป็นทีมอีกหนึ่งสาเหตุปัญหาที่โดยส่วนใหญ่คนไทยมักเป็นกันมากนั่นคือ นิสัยขี้เกรงใจ และกลัวจะโยนภาระให้คนอื่น นั่นจึงทำให้พนักงานหลายคนเลือกที่จะแบกภาระงานอย่างหนักหนาโดยที่ตัวเองยอมลำบากยังดีกว่า ดังนั้นสิ่งสำคัญมากๆ ของการทำงานเป็นทีมจึงไม่ใช่เพียงแค่เดินไปสู่ความสำเร็จพร้อมกัน หากแต่เป็นทีมที่ทุกคนสามารถช่วยกันประคองเพื่อนร่วมงาน และรู้ว่าทุกคนมีสิทธิที่จะได้พักเพื่อซ่อมแซมตัวเอง
3. เพิ่มโควตาการลาป่วยน่าจะหลายๆ องค์กรเลยแหละที่เรามักเจอปัญหา ถูกหักเงินเดือนจากการลา เพราะเราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หลายๆ คนนั้นไม่กล้าลาหยุดเพราะโควต้าการลาป่วยหมดลงแล้ว อีกทั้ง มันจะเป็นการลาที่จะกระทบต่อเงินที่จะได้อีกด้วย การมีนโยบายเรื่องการลาป่วยจึงเป็นนโยบายสำคัญที่ใกล้ตัวอย่างมากในการแก้ปัญหา
4. มีตัวอย่างให้เห็นชัดๆ กันไปเลยวิธีที่เร็วที่สุดในการให้พนักงานไม่เพิกเฉยต่อนโยบายใดๆ คือการเริ่มต้นได้จากมีเจ้านายเป็นตัวอย่าง หากว่าป่วย หรือไม่ไหวก็คือไม่ไหวจริงๆ และควรจะต้องพักผ่อนอยู่บ้าน โดยไม่ต้องแคร์เรื่องภาวะผู้นำที่จะต้องมีความเข้มแข็งอยู่ตลอดเวลา หากเจ้านายแสดงให้กับคนในทีมได้เห็น คนทำงานหลายคนก็จะได้กล้าพักผ่อนกัน
สำหรับใครที่กำลังพยายามทำงานอย่างหนักหน่วงอยู่ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็อย่าลืมที่จะพักบ้างนะ เพราะไม่ว่าจะนโยบายขององค์กรไหน มันก็ไม่อาจให้ความสำคัญกับตัวเราได้เท่ากับตัวเราหรอกเนอะ
เรียบเรียงโดย Chanin Sakunkarnkirati ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : https://web.facebook.com/photo/?fbid=731420859019048&set=a.630751835752618
Leave a Reply