
‘Smiling Depression’ หรือ ‘ภาวะหน้ายิ้มแต่ภายในซึมเศร้า’ ถูกยกกลับมาพูดถึงมากขึ้นอีกครั้งในโลกออนไลน์ MOODY จึงอดไม่ได้ที่จะนำมาเล่าให้ทุกคนฟังเช่นกันเพราะหากพูดถึงภาวะซึมเศร้าทั่วไป อาการที่สังเกตเห็นได้ชัดเลยคือ สีหน้าอมทุกข์ ซึมเศร้า ไม่ร่าเริง และค่อนข้างเก็บตัว พูดง่ายๆ ว่าพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับ ภาวะหน้ายิ้มแต่ภายในซึมเศร้า นั้นมักสังเกตได้ยากกว่า ขนาดคนที่เป็นเองบางทีก็อาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังฝืนตัวเองอยู่ เนื่องจากภายนอกดูปกติดีทุกอย่าง ไม่มีอาการเศร้าซึมใดๆ ขยันขันแข็ง ร่าเริง เข้าสังคมปกติ ทำงานหรือเรียนไม่บกพร่อง ทำให้ยากที่จะทำการวินิจฉัยทางคลินิก
แต่มีการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า คนที่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับภาวะทางอารมณ์ของตัวเองมากนัก มักมีแนวโน้มที่จะประสบกับอาการทางกายภาพของภาวะซึมเศร้า เช่น ความเหนื่อยล้า ปวดหัว ปวดท้อง และเบื่ออาหาร มากกว่าที่จะมีอาการทางอารมณ์ ดังนั้น พวกเขาจึงไม่รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองเนื่องจากไม่ได้สังเกตอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปคำถามคือ ทำไมคนที่มีภาวะนี้เลือกที่จะ ‘ยิ้ม’ แทนที่จะแสดงความรู้สึกออกมาตรงๆ? นั่นอาจเพราะค่านิยมก่อนหน้านี้ที่โรคซึมเศร้ายังไม่เป็นที่ยอมรับ ทำให้รู้สึก ‘อาย’ หรือ ‘กลัว’ ปฏิกิริยาจากคนอื่นๆไม่อยากดูผิดปกติในสายตาคนรอบข้าง ถึงแม้ว่าในปัจจุบันโรคซึมเศร้าจะได้รับการยอมรับมากขึ้นแล้วก็ตาม ทว่าก็ยังยากที่จะยอมรับสำหรับหลายคน เพราะกลัว ‘ถูกตัดสิน’ ด้วยเหตุผลมากมาย ‘ไม่อยากเป็นภาระ’ ให้ใครต้องคอยเป็นห่วง กระทั่ง ‘ปฏิเสธ’ ความซึมเศร้าที่เกิดขึ้น เพราะเชื่อว่าตราบใดที่ยังยิ้มได้อยู่ เท่ากับตัวเองยังไหว และสามารถเอาชนะมันด้วยตัวเองได้ ดังนั้น พวกเขาจึงเลือกที่จะ ‘ยิ้มสู้’ แม้ข้างในกำลังกรีดร้อง แทนที่จะแสดงความอ่อนแอออกมาโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ผู้คนเกือบ 265 ล้านคนทั่วโลกมีภาวะซึมเศร้ารวมถึงภาวะหน้ายิ้มแต่ภายในซึมเศร้าที่อาจพบอาการเหมือนกับคนที่เป็นโรคซึมเศร้าทั่วไปหลายประการ เช่น รู้สึกโศกเศร้า ขาดความมั่นใจ คิดว่าตัวเองไร้ค่า วิตกกังวล อารมณ์แปรปรวน มีความคิดอยากฆ่าตัวตาย เป็นต้น โดยเฉพาะช่วงวัยรุ่นและวัยทำงานที่มักจะเก็บสีหน้าเก่ง ทำให้สังเกตอาการได้ยากแต่ก็สามารถสังเกตพฤติกรรมทางกายภาพได้ ดังนี้
1 – ความอยากอาหารและการกินเปลี่ยนไป: บางคนกินเยอะ บางคนอาจกินน้อยลงผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญ
2 – มีปัญหาการนอน: บ้างนอนไม่หลับ บ้างตื่นกลางดึก นอนตอนกลางวัน หรือรู้สึกอยากนอนตลอดเวลา
3 – รู้สึกสิ้นหวังกับชีวิตอยู่ตลอดเวลา ราวกับมองไม่เห็นวันพรุ่งนี้ของตัวเอง
4 – ไม่สนใจสิ่งที่ชอบทำอีกต่อไป
โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ภาวะหน้ายิ้มแต่ภายในซึมเศร้า ชื่อเดิมเรียกว่า ‘ภาวะซึมเศร้าไม่ปกติ’ (Atypical Depression) เนื่องจากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นภายในและไม่ได้แสดงออกมาในลักษณะที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน รวมถึงมีการตอบสนองต่อสถานการณ์ในเชิงบวก หมายความว่า ต่อให้อยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่แค่ไหน พวกเขาก็จะยังยิ้มรับแล้วบอกว่า “ไม่เป็นไร ฉันสบายดี” ซึ่งบุคคลที่มีภาวะนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะปลิดชีวิตตัวเอง เนื่องจากพวกเขาคุ้นเคยกับการเอาชนะความเจ็บปวด จึงมีความมุ่งมั่นพยายามที่จะบรรลุความเจ็บปวดนั้นให้ได้จากเหตุผลดังนี้เอง ทำให้มักวินิจฉัยอาการได้ยาก รวมถึงไม่ค่อยพบการบันทึกสถิติของคนที่มี ภาวะหน้ายิ้มแต่ภายในซึมเศร้า แต่นักวิจัยคาดการณ์ว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้า 15-40 เปอร์เซ็นต์ จะมีอาการผิดปกติ คล้ายกับระยะเมเนีย (mania) ของโรคไบโพลาร์ โดยมีช่วงซึมเศร้าสลับกับช่วงอารมณ์ดีกว่าปกติ ทว่าสำหรับภาวะหน้ายิ้มแต่ภายในซึมเศร้า ความซึมเศร้านั้นจะถูกขับออกมาด้วยการแสดงออกเชิงบวกแทนดังนั้น อาการซึมเศร้าปกติที่ว่าโดดเดี่ยวแล้ว คนที่ประสบภาวะหน้ายิ้มแต่ภายในซึมเศร้านั้นอาจโดดเดี่ยวยิ่งกว่า เพราะไม่มีใครรับรู้ได้ว่าพวกเขากำลังเผชิญกับอะไรอยู่บ้าง เหมือนกับผู้กล้าที่ต่อสู้กับจอมมารอย่างโดดเดี่ยวแต่อย่างไรก็ตาม ต่อให้เราพยายามปกปิดมันแค่ไหน สิ่งที่ไม่อาจซ่อนไว้ได้คือ ความรู้สึกที่ฉายออกมาจากดวงตา เพราะฉะนั้นแล้วการสังเกตแววตาของคนรอบข้างดีๆ ก็อาจช่วยจับอาการผิดสังเกตของพวกเขาได้ ดังนั้น อย่าลืมใส่ใจคนรอบข้างที่คุณรักให้มากๆนะ สำหรับคนที่อาจเผชิญกับภาวะนี้อยู่ MOODY อยากให้ทุกคนตระหนักว่าคุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้ ไม่จำเป็นต้องเก็บความทุกข์ใจเอาไว้คนเดียว เพราะยังมีคนที่พร้อมเป็นเพื่อนและคอยรับฟังคุณอยู่เสมอแต่หากยังไม่สบายใจที่จะพูดให้คนรอบข้างฟังจริงๆ เมื่อสำรวจอาการได้ว่าตัวเองไม่เหมือนเดิม ก็สามารถไปพบผู้เชี่ยวชาญไม่ว่าจะเป็นจิตแพทย์หรือนักบำบัด เพื่อให้ช่วยคุณได้
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : https://web.facebook.com/photo/?fbid=937998657888471&set=a.811136580574680
Leave a Reply