
เหนื่อยล้าดิ่งๆมาหลายวันเดินไปส่องกระจกแล้วเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองนี่เราแค่เครียดกับงานหรือเรากำลังเป็นโรคซึมเศร้ากันแน่? ในยุคที่ทุกอย่างหมุนไวและเต็มไปด้วยความกดดันทั้งสองภาวะนี้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนมักสับสนเพราะมีอาการทางกายที่คล้ายกันมาก เช่น นอนไม่หลับ อ่อนเพลียหรือไม่มีสมาธิแต่ในทางการแพทย์ทั้งสองโรคนี้มีเส้นแบ่ง ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับมาเช็กอาการไปพร้อมกันเพื่อจะได้รู้เท่าทันและรับมือได้อย่างถูกวิธีครับแยกแยะอาการเครียดสะสม VS ซึมเศร้าลองสังเกตความแตกต่างจากสัญญาณเตือนเหล่านี้ดูครับว่าตัวเราหรือคนใกล้ชิดกำลังอยู่ในจุดไหน
| จุดสังเกต | ความเครียด (Stress) | โรคซึมเศร้า (Depression) |
| สาเหตุ | มีตัวกระตุ้นชัดเจน เช่น งานหนัก, สอบ, ปัญหาการเงิน, อกหัก | อาจเกิดจากเคมีในสมองไม่สมดุล โดยไม่มีเรื่องเครียดนำมาก่อนก็ได้ |
| ระยะเวลา | เป็นพักๆ เมื่อปัญหาคลี่คลาย อารมณ์จะค่อยๆ กลับเป็นปกติ | ดิ่งต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 สัปดาห์ โดยไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น |
| ความรู้สึก | วิตกกังวล กระสับกระส่าย กลัวทำได้ไม่ดี แต่ยังอยากทำสิ่งที่ชอบ | หม่นหมองสิ้นหวังรู้สึกไร้ค่าและหมดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบ |
| อาการร่วม | ตึงขมับ ปวดบ่าไหล่ นอนไม่หลับชั่วคราวเมื่อมีเรื่องให้คิด | เบื่ออาหาร/กินประชด, นอนมากไป/นอนไม่หลับเลย, เริ่มคิดทำร้ายตัวเอง |
ข้อมูลเพิ่มเติมความเครียดสะสมประตูสู่โรคซึมเศร้า
แม้ความเครียดจะเป็นกลไกปกติของร่างกายที่ช่วยให้เราตื่นตัวเพื่อเอาชนะอุปสรรคแต่หากเราปล่อยให้เกิดความเครียดเรื้อรัง (Chronic Stress) โดยไม่มีการบำบัดหรือผ่อนคลายอย่างถูกต้องสมองจะหลั่งฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ออกมามากเกินไปติดต่อกันเป็นเวลานานสารนี้จะเข้าไปทำลายเซลล์สมองและยับยั้งการหลั่งสารแห่งความสุข (Serotonin & Dopamine) จนอาจพัฒนาไปเป็นโรคซึมเศร้าได้ในที่สุดครับ
คำแนะนำในการดูแลตัวเองและรับมือ
หากเช็กแล้วพบว่าร่างกายและจิตใจเริ่มส่งสัญญาณเตือนลองเริ่มปรับจากจุดเล็กๆ เหล่านี้ดู
- ถ้าประเมินแล้วว่าเป็น “ความเครียด” ให้ใช้กฎ “Disconnect เพื่อ Reconnect” จัดเวลาตัดขาดจากหน้าจองานออกไปขยับร่างกาย ออกกำลังกายเบาๆ เพื่อให้สมองหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินหรือพูดคุยระบายความอึดอัดกับคนที่ไว้ใจเพื่อลดความกดดันในใจ
- ถ้าเริ่มมีอาการเข้าข่าย “ซึมเศร้า” สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าแบกไว้คนเดียวและอย่ากลัวการพบแพทย์ การพบจิตแพทย์ไม่ได้แปลว่าเราเป็นบ้าแต่เป็นการไปปรับสมดุลเคมีในสมองให้กลับมาทำงานปกติควบคู่ไปกับการทำจิตบำบัดซึ่งปัจจุบันเข้าถึงได้ง่ายและมีประสิทธิภาพสูงมากครับ
ข้อคิดท้ายบทความ: “ถ้ามันหนักก็แค่รักษา” การยอมรับว่าตัวเองไม่ไหวไม่ใช่ความอ่อนแอแต่คือความกล้าหาญที่จะดูแลตัวเองให้กลับมามีความสุขอีกครั้งครับแล้วลูกเพจล่ะช่วงนี้มีเรื่องให้เครียดหรือดิ่งเรื่องไหนกันอยู่บ้าง? หรือมีวิธีฮีลใจตัวเองในวันแย่ๆแบบไหนมาคอมเมนต์แชร์และส่งกำลังใจให้กันด้านล่างนี้ได้เลยนะครับ!
Leave a Reply