
เมื่อเดือนมีนาคม 2022 ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์จากสถานีวิจัยคอนคอร์เดีย บนที่ราบสูงทางตะวันออกของแอนตาร์ติกา ได้บันทึกปรากฏการณ์ที่น่าหวั่นใจที่สุดครั้งหนึ่งในชั่วชีวิตของพวกเขา ตัวเลขที่ปรากฏขึ้นบนเครื่องตรวจวัดแสดงให้เห็นสิ่งที่น่าตกใจอย่างยิ่ง
มันกำลังบอกว่าคอนคอร์เดียมีอุณหภูมิอยู่ที่ -9.4°C ซึ่งดูหนาวเย็นสำหรับคนทั่วไปและ ‘โคตร’ ที่จะหนาวสำหรับคนไทย แต่ทว่านี่เป็นอะไรที่ร้อนมากเกินไปของพื้นที่อย่างขั้วโลกใต้ อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีของคอนคอร์เดียอยู่ที่ -55°C แม้ว่าจะแตกต่างกันไปบ้างตามฤดูกาล อย่างในฤดูร้อนจะอยู่ที่ -30°C และลดลงต่ำสุด -80°C ในฤดูหนาว แต่ในช่วงมีนาคมที่เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ฤดูหนาวของทวีปแอนตาร์ติกานั้นโดยทั่วไปแล้วจะอุณหภูมิรายวันจะอยู่ที่ประมาณ -50°C แต่นักวิทยาศาสตร์กลับวัดได้ -9.4°C ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยตามฤดูกาลถึง 40°C และมันน่ากลัวอย่างยิ่ง “ไม่มีใครในชุมชม(วิทยาศาสตร์)ของเราคิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นได้” ศาสตราจารย์ Martin Siegert นักธารน้ำแข็งจากมหาวิทยาลัยเอ็กซ์เตอร์ กล่าว “มันเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาและน่ากังวลที่สุด ตอนนี้เราต้องต่อสู้กับสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย” แม้จะไม่เหมือนกันซะเดียวก็ตามในด้านความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่ต่ำกว่าศูนย์ แต่ปรากฏการณ์นี้สามารถเปรียบเทียบได้ง่าย ๆ ด้วยการเพิ่มอุณหภูมิของประเทศไทยขึ้นตามสเกลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแอนตาร์กติกา ในวันฤดูร้อนอย่างตอนนี้ เราจะอยู่กับสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิเกิน 60°C และนั่นจะเป็นอันตรายต่อทุกชีวิต เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบจู่ ๆ ก็กระโดดขึ้นมา แต่หลายปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ต่างได้รับรายงานผิดปกติจำนวนมากที่เข้ามาราวกับน้ำท่วม พวกเขาตรวจพบธารน้ำแข็งที่กำลังสูญเสียมวลอย่างรวดเร็วทั้งเคยมีเสถียรภาพมานานกว่าศตวรรษ พร้อมด้วยนมขั้วโลกที่พัดพาอากาศอุ่นเข้าไปเรื่อยๆ ไม่เพียงเท่านั้น ขอบเขตของพื้นที่คลื่นความร้อนก็กว้างใหญ่ผิดปกติเช่นเดียวกัน โดยกินพื้นที่กว่า 3.3 ล้านตารางกิโลเมตรทั่วแอนตาร์กติกาตะวันออก “เราเห็นผลกระทบร้ายแรงต่อระบบนิเวศที่ถูกคุกคาม แพร่กระจายไปตามห่วงโซ่อาหารแล้ว” ศาสตราจารย์ Kate Hendry นักเคมีสมุทรศาสตร์จากสำนักงานสำรวจแอนตาร์กติกาของอังกฤษ กล่าว ขณะที่ Peter Fretwell นักวิจัยของหน่วยสำรวจอังกฤษเสริมว่า “เราไม่เคยเห็นเพนกวินจักรพรรดิล้มเหลวในการผสมพันธุ์ขนาดนี้ในฤดูกาลเดียว การสูญเสียน้ำแข็งในทะเลของภูมิภาคนี้ในช่วงฤดูร้อนของทวีปแอนตาร์กติกา ทำให้ลูกเพนกวินไม่สามารถรอดชีวิตได้” อีกหนึ่งตัวอย่างที่สำคัญก็คือ สาหร่ายที่เติบโตใต้และรอบ ๆ น้ำแข็งในทะเลแอนตาร์กติกาตะวันตกเริ่มหายไป แต่ประเด็นก็คือสาหร่ายเหล่านี้เป็นอาหารของ ‘คริลล์’ สัตว์ทะเลเปลือกแข็งขนาดเล็กที่เป็นอาหารของทั้งปลา เพนกวิน แมวน้ำ และวาฬ หากสาหร่ายหายไป มันจะกระทบกับทุกชีวิตทั้งในและนอกทวีป “พวกมันทำหน้าที่เหมือนสายพานลำเลียงที่ดึงคาร์บอกออกจากชั้นบรรยากาศ และพามันลงไปที่ก้นมหาสมุทรซึ่งสามารถล็อค(คาร์บอน)ไว้ได้ ดังนั้นหากเราเริ่มยุ่งกับระบบนั้น ก็อาจมีผลกระทบอื่น ๆ ตามมาสำหรับความพยายามของเราในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน” ศาสตราจารย์ Hendry กล่าว “มันเป็นสถานการณ์ที่น่ากลัว แต่น่าเศร้า เพราะนั่นคือสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้” ก่อนหน้านี้เคยเชื่อกันว่าความหนาวเย็นยะเยือกของแอนตาร์กติกาจะปกป้องทวีปนี้จากผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ แต่ดูเหมือนว่าแม้แต่ทวีปที่ห่างไกลที่สุดก็ยังได้รับ ‘ความเสียหาย’ จากก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศอย่างรวดเร็ว โดยที่ขั้วโลกใต้ไม่ได้ทำอะไรเลย
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : https://www.facebook.com/environman.th
Leave a Reply