
หลายคนอาจเคยมีช่วงเวลาที่รู้สึกอยากกินอะไรตลอดเวลาแม้จะไม่ได้หิวจริงบางครั้งกินมากกว่าปกติอย่างควบคุมไม่ได้และเมื่อกินเสร็จกลับรู้สึกผิดหรือเสียใจกับสิ่งที่ทำไป พฤติกรรมลักษณะนี้อาจไม่ใช่แค่ “กินเก่ง” หรือ “ตามใจปาก” เท่านั้นแต่ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณของภาวะที่เรียกว่าโรคกินไม่หยุดหรือ Binge Eating Disorder (BED) ซึ่งเป็นหนึ่งในความผิดปกติของพฤติกรรมการกินที่พบได้ในคนทุกเพศทุกวัยโรคกินไม่หยุดเป็นภาวะที่ผู้ป่วยมีพฤติกรรมรับประทานอาหารปริมาณมากในช่วงเวลาสั้นๆอย่างควบคุมไม่ได้แม้จะไม่ได้รู้สึกหิวจริงก็ตามผู้ป่วยมักกินต่อเนื่องจนรู้สึกแน่นหรืออึดอัดและหลังจากนั้นมักเกิดความรู้สึกผิดเสียใจหรือรู้สึกไม่ดีกับตัวเองพฤติกรรมดังกล่าวอาจเกิดขึ้นเป็นช่วงๆหรือเป็น “ตอนๆ” หลายครั้งภายในหนึ่งสัปดาห์ และดำเนินต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่งแม้โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่จากข้อมูลทางการแพทย์พบว่ามักพบในผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุประมาณ 20 ปีขึ้นไปอย่างไรก็ตามอาการของโรคอาจคล้ายกับคนที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือผู้ที่รับประทานอาหารเก่งทำให้หลายคนไม่ทันสังเกตว่าตนเองกำลังเผชิญกับปัญหาพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ
ปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระตุ้นให้เกิดโรค
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพระบุว่าโรคกินไม่หยุดมักไม่ได้เกิดจากสาเหตุเพียงอย่างเดียวแต่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น
- ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
- ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
- ผู้ที่มีความเครียดสะสม หรือมีความวิตกกังวลสูง
- ผู้ที่เคยมีประสบการณ์กระทบกระเทือนทางจิตใจ
- ผู้ที่เคยลดน้ำหนักอย่างเข้มงวดหรือมีประวัติลดน้ำหนักแล้วล้มเหลวหลายครั้ง
ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลต่อสมดุลทางอารมณ์และฮอร์โมนในร่างกายจนทำให้เกิดพฤติกรรมการกินแบบชดเชยความรู้สึกหรือใช้การกินเป็นเครื่องมือในการจัดการกับความเครียดโดยไม่รู้ตัวอันตรายที่มากกว่าน้ำหนักตัวแม้หลายคนจะมองว่าเป็นเพียงปัญหาการควบคุมอาหารแต่ในระยะยาวโรคกินไม่หยุดอาจส่งผลต่อสุขภาพหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น
- ภาวะโรคอ้วน
- ความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2
- โรคหัวใจและหลอดเลือด
- ปัญหาสุขภาพจิต เช่น ภาวะซึมเศร้าหรือความรู้สึกด้อยคุณค่าในตนเอง
ดังนั้นการทำความเข้าใจและสังเกตพฤติกรรมของตนเองจึงเป็นเรื่องสำคัญเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามจนกระทบต่อสุขภาพโดยรวม
แนวทางการรักษาและดูแลตนเอง
ข่าวดีคือโรคกินไม่หยุดสามารถรักษาและควบคุมอาการได้หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม โดยแนวทางการรักษาอาจประกอบด้วย
- การรักษาด้วยยาเพื่อช่วยปรับสมดุลสารเคมีในสมอง
- การทำจิตบำบัด เช่น การบำบัดพฤติกรรมและความคิด (Cognitive Behavioral Therapy) เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจสาเหตุของพฤติกรรมการกิน
- การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การออกกำลังกายสม่ำเสมอการวางแผนมื้ออาหาร และการจัดการความเครียด
นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการฝึกกินอย่างมีสติ Mindful Eating เช่น การรับประทานอาหารช้าๆรับรู้รสชาติและความอิ่มของร่างกายรวมถึงการพักผ่อนให้เพียงพอก็สามารถช่วยลดพฤติกรรมการกินตามอารมณ์ได้เช่นกัน
ใส่ใจสัญญาณเล็กๆของร่างกาย
สุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการรับฟังร่างกายของตัวเอง หากพบว่ามีพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ เช่น กินมากผิดปกติควบคุมตัวเองไม่ได้ หรือรู้สึกผิดทุกครั้งหลังการกินการปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตตั้งแต่เนิ่นๆอาจช่วยให้สามารถจัดการปัญหาได้อย่างเหมาะสมการเรียนรู้เกี่ยวกับโรคและพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้องไม่เพียงช่วยป้องกันความเสี่ยงในอนาคตแต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจของเราเองอีกด้วย
Leave a Reply