
Work from home อยู่บ้านมาเป็นปี รู้ตัวอีกทีกางเกงที่เคยใส่ได้ก็เหมือนจะคับ เสื้อที่เคยใส่สบายก็เหมือนจะฟิต มันเป็นเพราะผ้าหดหรือเพราะตัวเราเองบวมขึ้นกันแน่นะ ภาวะที่อยู่ดีๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองจะอ้วนขึ้นเฉยเลยโดยไม่ทันได้ตั้งตัว คิดว่าหลายคนน่าจะเคยเป็นกันบ่อยใช่มั้ยคะ แต่จะเป็นแค่ความอ้วนแบบอวบระยะสุดท้าย หรือจะเป็นความอ้วนแบบที่โรคภัยเริ่มจะถามหาละ วันนี้เรามาทำความเข้าใจกัน
– โรคอ้วน (Obesity disease) จัดเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) แต่เป็นตัวต้นเรื่องที่จะนำพาโรคอื่นๆตามมาอีกมากมาย อาทิเช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ไขมันพอกตับ โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคข้ออักเสบ โรคภูมิแพ้ โรคภูมิต้านทานต่ำ โรคนอนไม่ดี โรคสมองเสื่อม เป็นต้น…ที่ยกมานี่แค่ตัวอย่างเท่านั้นนะ
ปัจจุบันมีแนวโน้มผู้เป็นโรคอ้วนสูงขึ้นทั่วโลก รายงานจาก ‘World Obesity Federation’ ปีพศ. 2565 กล่าวว่าทั่วโลกมีคนเป็นโรคอ้วนประมาณ 800ล้านคน โดยเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี 39ล้านคน และ เป็นเด็กวัยรุ่นอายุ 5-19ปี ประมาณ 340ล้านคน สำหรับในไทยเองก็มีคนที่มีภาวะโรคอ้วนสูงมากเป็นอันดับที่ 2 ในอาเซียนรองจากประเทศมาเลเซียนอกจากแนวโน้มผู้เป็นโรคอ้วนจะสูงขึ้นแล้ว การแพร่ระบาดของ COVID-19 ยิ่งทำให้ความอันตรายของโรคอ้วนชัดเจนขึ้น อ้างอิงข้อมูลจากองค์กรอนามัยโลก พบว่าคนที่เป็นโรคอ้วนมีโอกาสการเสียชีวิตและเจ็บป่วยรุนแรงจาก COVID-19 มากถึง 7 เท่าเมื่อเทียบกับคนธรรมดาที่สุขภาพแข็งแรง
– เราเป็นโรคอ้วนหรือยัง ถ้าใครเริ่มมีความกังวลว่าความอ้วนของเรานั้นกำลังเข้าขั้นวิกฤติหรือไม่ อาจลองวินิจฉัยเบื้องต้นด้วยตัวเองก่อนได้ วิธีที่ง่ายที่สุดคือการวัดรอบเอวโดย รอบเอวผู้หญิงนั้นไม่ควรเกิน 32 นิ้ว ส่วนผู้ชายไม่ควรเกิน 36 นิ้ว อีกวิธีคือการคำนวณค่าดัชนีมวลกาย (Body mass index; BMI) โดยใช้น้ำหนัก (กิโลกรัม) หารด้วยสวนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง ผลที่ได้ถ้ายังมีค่าอยู่ในช่วง 25-29.9 กิโลกรัม/เมตร² แสดงว่าเริ่มจะอวบน้ำหนักเริ่มจะเกินค่ามาตรฐาน แต่ถ้ามีค่าที่สูงกว่า 30 กิโลกรัม/เมตร² จะถือว่ามีภาวะอ้วนแล้ว
อย่างไรก็ตาม ค่าดัชนีมวลกายเพียงอย่างเดียวอาจมีความคลาดเคลื่อนได้ วิธีที่ดีที่สุดคือการไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจดูองค์ประกอบร่างกายด้วย DEXA scan (Dual-energy X-ray absorptiometry) ค่ะ สำหรับผู้ชายไขมันไม่ควรเกิน 28% แต่ถ้าผู้หญิงไขมันไม่ควรเกิน 32% มวลไขมันที่มากเกินไปจะสะสมอยู่ตามบริเวณต่างๆของร่างกาย แต่ที่อันตรายที่สุดคือเมื่อไขมันไปสะสมใน บริเวณช่องท้อง (Visceral fat) ซึ่งก่อให้เกิด การอ้วนลงพุง ซึ่งจะนำไปสู่ความเสี่ยงต่อภาวะ Metabolic Syndrome อันเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อีกมากมาย
– ผลกระทบจากโรคอ้วน เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งนำพา โรคอื่นตามมาด้วยมากมายอาทิเช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ไขมันพอกตับ โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคข้ออักเสบ โรคภูมิแพ้ โรคภูมิต้านทานต่ำโรคนอนไม่ดีโรคสมองเสื่อมโรคมะเร็งมากถึง 13 ชนิด โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับและตับอ่อน เป็นต้น เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea; OSA) เกิดภาวะการขาดวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ เช่น วิตามิน D, B1, C, และแมกนีเซียม เป็นต้น
– ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โรคอ้วนจะไม่ถามหา ปรับพฤติกรรมการทานอาหารในแต่ละมื้อเน้นให้มีสัดส่วนผักหลากชนิด 50%, เนื้อสัตว์จำพวกปลาและธัญพืช 25%, ข้าวกล้อง 25% บอกลาอาหารที่มีไขมันทรานส์ ซึ่งได้แก่อาหารที่ยั่วน้ำลายทั้งหลาย อาทิเช่น ชีส มาการีน เนื้อติดมัน เนื้อแปรรูป ชานมไข่มุก กาแฟเย็น ขนมเค้ก พาย คุ้กกี้ อาหารฟาสต์ฟู้ด ควบคุมปริมาณน้ำตาลในแต่ละวันไม่ให้เกิน 6 ช้อนชา หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น ขนมหวาน น้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงด สูบบุหรี่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน, ประมาณ 5วันต่อสัปดาห์ นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอวันละ 8-9ชั่วโมง ถ้าเข้านอนได้ตั้งแต่ 4 ทุ่มจะดีมาก
เพียงแค่เรามีความเด็ดเดี่ยวและใส่ใจต่อพฤติกรรมการบริโภคของตัวเองในทุกๆวันร่วมกับวินัยในการออกกำลังกายและการพักผ่อนที่เพียงพอ สุขภาพกายเราก็จะดี สุขภาพจิต ที่สดใสก็จะตามมาความอ้วนที่เคยเป็นปัญหาก็จะไม่มีมาให้หนักใจแล้ว
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : https://www.facebook.com/HealthFocusClinicThailand
Leave a Reply