
เราทุกคนใช้เวลาประมาณหนึ่งในสามของชีวิตนอนหลับพักผ่อนบนที่นอนแต่คุณเคยสงสัยไหมคะว่าครั้งล่าสุดที่คุณทำความสะอาดที่นอนอย่างละเอียดนั้นเมื่อไหร่? ทุกคืนที่เรานอนหลับร่างกายจะระเหยเหงื่อหลุดลอกเซลล์ผิวหนังพร้อมกับฝุ่นละอองและความชื้นที่สะสมอยู่สิ่งเหล่านี้กลายเป็นแหล่งอาหารชั้นดีและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียเชื้อราและไรฝุ่นซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพโดยไม่รู้ตัวหากปล่อยให้สกปรกสะสมนานเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการภูมิแพ้กำเริบผื่นคันตามตัวปัญหาทางเดินหายใจและการติดเชื้อต่างๆโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กผู้สูงอายุและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอค่ะที่นอนไม่สะอาดซ่อนสิ่งเหล่านี้ไว้มากกว่าที่คิด
- แบคทีเรียมาจากเหงื่อเซลล์ผิวหนังที่หลุดลอกและสิ่งสกปรกที่ติดมากับร่างกายอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อทางผิวหนังหรือแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้นหากมีแผลเปิด
- เชื้อราเจริญเติบโตได้ดีในที่อับชื้นและอุ่นเสี่ยงกระตุ้นอาการหอบหืดภูมิแพ้และระคายเคืองระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง
- ไรฝุ่นตัวการหลักของโรคภูมิแพ้และหอบหืดเราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าแต่สารที่พวกมันขับถ่ายสามารถทำให้คัดจมูกน้ำมูกไหลและคันตาได้ตลอดทั้งวัน
- ไวรัสและเชื้อโรคอื่นๆบางชนิดสามารถคงอยู่บนผ้าปูที่นอนหรือปลอกหมอนได้นานหลายวันรวมถึงเชื้อโรคที่ติดมากับขนสัตว์เลี้ยงหรือสิ่งสกปรกที่ติดตามเสื้อผ้าและรองเท้า
วิธีดูแลที่นอนให้สะอาดปลอดภัยและใช้งานได้นานเริ่มต้นด้วยวิธีง่ายๆเหล่านี้เพื่อสุขภาพการนอนหลับที่ดีขึ้น
- ซักผ้าปูปลอกหมอนและปลอกผ้านวมด้วยน้ำร้อนประมาณ 60 องศาเซลเซียส ทุก 1–2 สัปดาห์เพื่อกำจัดเชื้อโรคและไรฝุ่นได้ดีที่สุด
- เปิดหน้าต่างและพลิกที่นอนให้อากาศถ่ายเทและโดนแสงแดดบ้างเป็นประจำเพื่อลดความชื้นและกลิ่นอับ
- ดูดฝุ่นที่นอนทั้งแผ่นอย่างละเอียดทุก 1–2 เดือน โดยเน้นตามซอกมุมและรอยพับ
- ใช้ปลอกกันไรฝุ่นแบบเฉพาะทางหากคุณหรือคนในบ้านเป็นภูมิแพ้หรือหอบหืด
- เปลี่ยนที่นอนใหม่ทุก 7–10 ปี หรือเร็วกว่านั้นหากเริ่มยุบตัวเป็นรอยหรือมีกลิ่นอับฝังแน่นไม่สามารถกำจัดได้
ที่นอนคือที่พักพิงที่ใกล้ชิดที่สุดกับร่างกายของเราการดูแลความสะอาดจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยค่ะ เริ่มใส่ใจตั้งแต่วันนี้เพื่อให้การนอนหลับแต่ละคืนเต็มอิ่มและตื่นมาพร้อมสุขภาพที่ดีที่สุดค่ะ
Leave a Reply