
เขาพูดถึงการเขียนไดอารีครับ คนจำนวนมากมักเขียนไดอารีเพื่อบรรยายความรู้สึกของตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องดีนะครับ การถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นตัวอักษร จะช่วยไม่ให้มันเก็บกดอยู่ภายในของเรา แต่สิ่งที่ผู้เขียนพยายามจะบอกก็คือ การเขียนไดอารีแบบนี้มักเป็นเรื่องในแง่ลบครับ หลายคนใช้มันเป็นที่สารภาพบาป บอกเล่าสิ่งที่เสียใจ ความผิดหวังจากอะไรสักอย่าง หรือแม้แต่ตำหนิติด่าตัวเอง ซึ่งจริง ๆ ผมคิดว่าไม่ใช่แค่ไดอารีหรอกครับ การเขียน Status ใน Social Media เองก็อาจจะเข้าข่ายเหมือนกัน ผู้เขียนเลยชวนมาลองเขียนบันทึกคำชมกันบ้างครับ มันอาจเป็นเรื่องอะไรก็ได้ที่น่าชื่นชม เรื่องที่ทำให้มีความสุข หรือเขียนสิ่งที่อยากขอบคุณลงไปก็ได้ คุณอาจทำสักวันละครั้งหรือสัปดาห์ละครั้ง เพราะมันมีผลวิจัยด้วยนะครับว่าการทำแบบนี้ต่อเนื่องกันสักระยะ จะทำให้ความทุกข์และความเครียดของเราลดลงได้จริงเพราะเวลาเราเขียนอะไรดีๆ เอาไว้มันจะเป็นเหมือนการสื่อสารกับจิตใจตัวเองให้มีความคิดในแง่บวกมากขึ้น และเคารพตัวเองมากขึ้น อาจมีคนถามว่า ไม่ต้องเขียนไม่ได้เหรอ แค่คิดในแง่บวกเฉยๆ ก็ได้ไม่ใช่เหรอ? ความจริงแล้วก็คงไม่ผิดนักหรอกครับหากคุณทำได้
แต่ส่วนตัวผมคิดว่าสมองเราจดจำอะไรได้น้อยมากครับ ลองถามตัวเองดูสิครับว่าวันพฤหัสเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้วมีอะไรที่น่าดีใจบ้าง? ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่จำไม่ได้หรอก แต่ถ้าเราบันทึกไว้แล้วกลับมาอ่าน เราจะเห็นได้เลยครับว่าชีวิตมันก็มีอะไรดีๆ เยอะเหมือนกันนะ แต่หลายครั้งเราแค่ลืมมันไปเท่านั้นเอง คำถามต่อมาที่หลายคนอาจสงสัยก็คือ แล้วการมองในแง่บวกมันสื่อสารกับจิตใจยังไงล่ะ? คำตอบก็คือมันทำให้เราเห็นว่าเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นมันมีทั้งข้อดีและข้อเสียและมีความเป็นไปได้สูงเลยที่ก่อนหน้านี้เราจะมองเฉพาะข้อเสียเท่านั้น
ยกตัวอย่างเช่น บางคนอาจคิดมาตลอดว่า “ฉันเป็นคนอ่อนแอ” ซึ่งดูเป็นแง่ลบมากแต่ถ้าเราฝึกเขียนเรื่องดี ๆ ไปเรื่อย ๆ จนเราเริ่มเห็นอีกมุมนึงของตัวเองเราอาจค่อยๆ พูดกับตัวเองใหม่ได้ว่า “ฉันเป็นคนละเอียดอ่อน” ซึ่งให้ความหมายในแง่บวกมากกว่า แล้วก็ดูอ่อนโยนมากขึ้นด้วย พอเรามีมุมมองต่อตัวเองที่เป็นบวกมากขึ้นแบบนี้ เวลาทำอะไรผิดพลาดขึ้นมา เราก็จะไม่มานั่งโทษตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่เราจะหาข้อดีของสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนเสมอแล้วค่อยทบทวนดูว่าจะป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกได้ยังไง ผมคิดว่านี่แหล่ะครับคือการลูบหลังแล้วค่อยตบหัว ข้อคิดที่ผมได้จากการอ่านบทดังกล่าวก็คือ “เราจะปลอบใจใครไม่ได้ ถ้าเราปลอบตัวเองไม่เป็น” ผมคิดว่าการเขียนไดอารีเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยฝึกให้เราปลอบใจตัวเองเป็นครับ เพราะเวลาเราเศร้า หรือต้องการกำลังใจ เราจะรู้ดีที่สุดว่าต้องพูดอะไรกับตัวเองถึงจะถูกใจ มันอาจไม่ใช่การบอกว่า “ฉันมันโง่!” แต่มันอาจเป็นการบอกว่า “ก็ฉันทำดีที่สุดแล้ว ใครเจอเรื่องแบบนี้ก็ผิดได้ป่าววะ” พอเราปลอบใจตัวเองได้ดีขึ้น ผมเชื่อว่าเราจะเข้าใจได้มากขึ้นว่าควรปลอบคนที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกันอย่างไรและท้ายที่สุดนี้ ผมขอให้โลกนี้ใจดีกับคุณและอย่าลืมใจดีกับตัวเองกันด้วยนะครับ
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : https://web.facebook.com/photo/?fbid=308042105382863&set=a.121308694056206
Leave a Reply