ไขข้อข้องใจโรคเบาจืดภัยเงียบเรื่องสมดุลน้ำในร่างกายต่างจากเบาหวานอย่างไรและใครคือกลุ่มเสี่ยง?

เมื่อเอ่ยถึงชื่อโรคเบาจืดหลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นโรคเดียวกับโรคเบาหวานทั่วไป เนื่องจากชื่อมีความคล้ายคลึงกัน แต่ในทางการแพทย์แล้ว ทั้งสองโรคนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงโดยโรคเบาจืด (Diabetes Insipidus) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับระดับน้ำตาลในเลือดสูง แต่เป็นความผิดปกติของระบบควบคุมสมดุลน้ำในร่างกายที่อาจส่งผลให้เกิดภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรงหากไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง

1. ทำความรู้จักโรคเบาจืดและความต่างจากเบาหวาน

โรคเบาจืดคือภาวะที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมสมดุลของน้ำได้ ทำให้ต้องขับปัสสาวะออกมาในปริมาณมากอย่างต่อเนื่องกลไกสำคัญเบื้องหลังความผิดปกตินี้มาจากฮอร์โมนแอนติไดยูเรติก (Antidiuretic Hormone: ADH) หรือที่เรียกว่า “วาโซเพรสซิน” ซึ่งทำหน้าที่สั่งให้ไตดูดกลับน้ำเข้าสู่ร่างกาย

  • กลไกที่ผิดเพี้ยนเมื่อฮอร์โมนดังกล่าวทำงานบกพร่องไตจะไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ ทำให้ปัสสาวะมีปริมาณมหาศาลและเจือจางจนใสเหมือนน้ำเปล่าส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกกระหายน้ำอย่างรุนแรงตลอดเวลาแม้จะดื่มน้ำเข้าไปมากเพียงใดก็ตาม

2. เจาะลึกสาเหตุเกิดจากสมองหรือความผิดปกติที่ไต?

ทางการแพทย์แบ่งสาเหตุของโรคเบาจืดออกเป็น 2 ประเภทหลักเพื่อเป็นแนวทางในการรักษาที่ตรงจุด ได้แก่

  • ชนิดจากส่วนกลาง (Central Diabetes Insipidus) เกิดจากสมองส่วนไฮโปทาลามัสหรือต่อมใต้สมองไม่สามารถสร้างหรือหลั่งฮอร์โมน ADH ได้เพียงพอสาเหตุอาจมาจากอุบัติเหตุทางศีรษะการติดเชื้อในสมองเนื้องอกหรือผลจากการผ่าตัดบริเวณสมอง
  • ชนิดจากไต (Nephrogenic Diabetes Insipidus) เกิดขึ้นเมื่อต่อมใต้สมองยังคงผลิตฮอร์โมนได้ปกติแต่เนื้อไตกลับไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมนดังกล่าวมักมีสาเหตุจากพันธุกรรมการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาลิเทียม หรือภาวะโรคไตเรื้อรัง

3. สัญญาณเตือนภัยและกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวัง

อาการของโรคเบาจืดมักค่อยๆลุกลามและเด่นชัดขึ้นเมื่อร่างกายเริ่มสูญเสียน้ำสะสมโดยมีสัญญาณเตือนที่สังเกตได้ง่าย ได้แก่ปัสสาวะบ่อยและปริมาณมากผิดปกติทั้งกลางวันและกลางคืนปัสสาวะใสแจ๋วกระหายน้ำรุนแรงอ่อนเพลียน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุหรือในเด็กอาจมีอาการปัสสาวะรดที่นอนและเติบโตช้าหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาอาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำรุนแรงเวียนศีรษะหัวใจเต้นเร็วและช็อกได้

กลุ่มเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

  • ผู้ที่มีประวัติได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะผ่าตัดสมองหรือมีเนื้องอกบริเวณต่อมใต้สมอง
  • ผู้ที่ต้องรับประทานยาบางกลุ่มต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น ยาลิเทียมหรือยาขับปัสสาวะ
  • ผู้ที่มีโรคไตเรื้อรังหรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาจืดชนิดถ่ายทอดทางพันธุกรรม

4. แนวทางการดูแลตนเองและการรักษาในชีวิตประจำวัน

สำหรับการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเบาจืดนอกเหนือจากการรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เช่น การใช้ยาทดแทนฮอร์โมน ADH อย่าง Desmopressin การปรับพฤติกรรมเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำถือเป็นหัวใจสำคัญ

  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอเพื่อทดแทนส่วนที่สูญเสียไปอย่างเหมาะสมตลอดวัน
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาหรือเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะซึ่งอาจไปกระตุ้นให้อาการแย่ลง
  • สังเกตอาการผิดปกติของร่างกายตนเองสม่ำเสมอ เช่น อาการปากแห้งเหนื่อยเพลีย หรือปัสสาวะลดลงผิดปกติและควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจติดตามอาการและปรับแผนการรักษาอย่างต่อเนื่อง

การรู้เท่าทันและสังเกตความผิดปกติของร่างกายตั้งแต่เนิ่นๆรวมถึงการเข้ารับการวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทางจะช่วยให้ผู้ป่วยโรคเบาจืดสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุขและปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนอันตราย

(ข้อมูลอ้างอิงทางการแพทย์จาก: รศ. นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ สาขาวิชาโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล)


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *