
เคยสงสัยไหมว่าทำไมพอใกล้ถึงช่วงนั้นของเดือนทีไรสติที่เคยมีกลับกระเจิงอกไก่ผักต้มที่เคยชอบกลับดูจืดชืดแต่ในหัวกลับคิดถึงแต่เค้กช็อกโกแลตชานมไข่มุกหรือพิซซ่าถาดใหญ่ แถมนอนกินเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักอิ่มจนบางครั้งแอบโกรธตัวเองที่ไม่มีวินัยหยุดโทษตัวเองก่อนครับ! เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของใจเสาะหรือวินัยไม่ดีแต่เป็นเพราะสงครามฮอร์โมนภายในร่างกายต่างหากที่กำลังบงการเราอยู่วันนี้เพจเราจะพาไปเจาะลึก 4 ตัวการร้ายทางชีววิทยาและวิธีรับมือให้หุ่นไม่พังอารมณ์ไม่พังกันเปิด 4 กลไกชีววิทยาเหตุผลที่ร่างกายสั่งให้เราอีทแหลก
- 1. โปรเจสเตอโรน (Progesterone) ฮอร์โมนนักกักตุนในช่วงครึ่งหลังของรอบเดือน ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อเตรียมความพร้อมของมดลูกสำหรับการตั้งครรภ์ร่างกายจึงส่งสัญญาณเตือนให้เราสะสมพลังงานและไขมันไว้สำรองล่วงหน้าทำให้เราเกิดอาการอยากอาหารมากกว่าปกติโดยไม่รู้ตัว
- 2. เซโรโทนิน (Serotonin) ดิ่งลงส่งผลให้โหยของหวานก่อนประจำเดือนมาระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดฮวบลงซึ่งมันจะลากเอา “เซโรโทนิน” หรือสารเคมีแห่งความสุขในสมองร่วงตามไปด้วยเมื่อสมองขาดสารแห่งความสุขมันจึงสั่งการแบบเร่งด่วนให้เรากินอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลเพราะน้ำตาลสามารถช่วยกระตุ้นการหลั่งเซโรโทนินได้อย่างรวดเร็ว (แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ ก็ตาม)
- 3. ระบบเผาผลาญ (BMR) ทำงานหนักขึ้นชั่วคราวมีงานวิจัยทางการแพทย์พบว่าในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือนอัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐานของร่างกาย ($Basal Metabolic Rate – BMR$) จะขยับตัวสูงขึ้นกว่าปกติประมาณ 100 – 300 กิโลแคลอรีต่อวันร่างกายจึงต้องการ “เชื้อเพลิง” เข้าไปชดเชยส่วนที่เสียไป ทำให้เราหิวบ่อยและอิ่มยากขึ้นนั่นเอง
- 4. คอร์ติซอล (Cortisol) ฮอร์โมนเครียดพุ่งอาการก่อนมีประจำเดือน ($PMS$) ทั้งปวดท้องปวดหลังตัวบวมอึดอัด สิ่งเหล่านี้สร้างความเครียดให้ร่างกายโดยที่เราไม่รู้ตัวส่งผลให้ต่อมหมวกไตหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมาซึ่งฮอร์โมนตัวนี้มีหน้าที่กระตุ้นให้เราโหยหาอาหารที่ให้พลังงานสูงรสจัดหรือที่เรียกว่า Comfort Food เพื่อเยียวยาจิตใจที่กำลังย่ำแย่
ข้อมูลเพิ่มเติมระวังความเข้าใจผิดเผาผลาญเพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่ากินอะไรก็ได้!แม้ว่าร่างกายจะเผาผลาญเพิ่มขึ้น 100 – 300 แคลอรี แต่อาหารที่เราโหยหาส่วนใหญ่ เช่น ชานมไข่มุก 1 แก้วหรือเค้ก 1 ชิ้น มักมีพลังงานสูงถึง 400 – 600 แคลอรี ซึ่งเกินกว่าที่ร่างกายเผาผลาญเพิ่มไปมากการปล่อยใจไปกับความอยากจึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้น้ำหนักพุ่งปรี๊ดหลังหมดประจำเดือนคัมภีร์รับมือความหิวกินอย่างไรให้หุ่นปังอารมณ์ไม่สวิงหากเราเข้าใจกลไกแล้ว เราไม่จำเป็นต้องอดอาหารจนเครียดกว่าเดิมแต่ใช้วิธีเลือกกินอย่างฉลาดตามสูตรนี้ได้เลยครับ
| เมนูที่ควรเลือกกิน | ประโยชน์ต่อร่างกายในช่วงมีประจำเดือน |
| คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (ข้าวกล้อง, โฮลวีต, มันหวาน) | ร่างกายจะย่อยและดูดซึมช้าๆช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ลดอาการอยากของหวานซ้ำซ้อน |
| เน้นโปรตีนไขมันต่ำ (อกไก่, ปลา, ไข่, ถั่ว) | ช่วยให้อิ่มท้องนานขึ้นลดการกินจุกจิกระหว่างวันและช่วยซ่อมแซมร่างกาย |
| ดาร์กช็อกโกแลต (70% ขึ้นไป) | เป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคนอยากของหวานมีแมกนีเซียมสูงช่วยลดอาการปวดเกร็งท้องเมนส์และช่วยเพิ่มเซโรโทนิน |
| ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง (น้ำเต้าหู้ไม่ใส่น้ำตาล, เต้าหู้) | มีสารไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen) จากธรรมชาติช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนลดอารมณ์เหวี่ยงวีนจาก $PMS$ |
คำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ
- ดื่มน้ำสะอาดให้มากขึ้นบางครั้งสมองของเราแยกไม่ออกระหว่างความหิวน้ำกับความหิวอาหารการดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องบ่อยๆจะช่วยลดอาการตัวบวมและลดความอยากอาหารได้ดี
- ปรับเวลานอนการนอนดึกในช่วงก่อนมีเมนส์จะยิ่งกระตุ้นฮอร์โมนเกรลิน (ฮอร์โมนหิว) ให้ทำงานหนักขึ้นควรนอนหลับให้ครบ 7-8 ชั่วโมงเพื่อควบคุมความอยากอาหารในวันรุ่งขึ้น
Leave a Reply