
แม้ประเทศไทยจะประกาศห้ามใช้ไขมันทรานส์ในกระบวนการผลิตอาหาร มาตั้งแต่ปี 2561 แต่ในความเป็นจริงยังมีโอกาสที่ผู้บริโภคจะพบไขมันทรานส์จากวัตถุดิบบางประเภทที่นำเข้าหรือจากการปรุงอาหารบางรูปแบบโดยไม่รู้ตัวไขมันทรานส์ (Trans Fat) เกิดจากกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนในน้ำมันพืช ทำให้ไขมันเหลวกลายเป็นไขมันกึ่งแข็ง เพื่อยืดอายุการเก็บและปรับเนื้อสัมผัสของอาหาร ตัวอย่างอาหารที่อาจมีไขมันทรานส์แฝง ได้แก่ ครีมเทียม นมข้นหวาน / นมข้นจืด เนยขาว เนยแข็งบางชนิด เบเกอรี่ เช่น โดนัท พาย ครัวซองต์ เค้ก ของทอดใช้น้ำมันซ้ำ เช่น ไก่ทอด หมูทอด เฟรนช์ฟรายส์ ขนมขบเคี้ยวและมันฝรั่งทอดสำเร็จรูป
ผลกระทบของไขมันทรานส์ต่อร่างกาย
งานวิจัยทางการแพทย์ยืนยันว่าไขมันทรานส์มีผลเสียมากกว่าไขมันอิ่มตัวเพราะมันสามารถ
- เพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ซึ่งสะสมในผนังหลอดเลือด
- ลดคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ที่มีหน้าที่ขจัดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย
- กระตุ้นการอักเสบของหลอดเลือด ทำให้เสี่ยงโรคหัวใจ หลอดเลือดตีบและโรคหลอดเลือดสมอง
แนวทางลดความเสี่ยงจากไขมันทรานส์
- อ่านฉลากโภชนาการทุกครั้ง มองหาคำว่า “น้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน” หรือ “Partially Hydrogenated Oil” แล้วหลีกเลี่ยง
- เลือกวิธีปรุงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เน้นการนึ่ง อบ ต้ม ยำ หรือผัดน้ำเล็กน้อย แทนการทอดน้ำมันท่วม
- เพิ่มอาหารที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล
- ผักและผลไม้ที่มีกากใยสูง เช่น บรอกโคลี คะน้า แอปเปิ้ล ฝรั่ง
- ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต
- ปลาที่มีโอเมก้า-3 เช่น แซลมอน ปลาซาร์ดีน
- หลีกเลี่ยงน้ำมันทอดซ้ำ การใช้น้ำมันซ้ำหลายครั้งเพิ่มทั้งไขมันทรานส์และสารก่อมะเร็ง
- ตรวจสุขภาพและวัดระดับไขมันในเลือดเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคอ้วน เบาหวาน หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
สรุปไขมันทรานส์แม้จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ส่งผลเสียอย่างมากต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด การใส่ใจเลือกอาหาร ปรับวิธีปรุง และรับประทานอาหารหลากหลายอย่างสมดุล คือเกราะป้องกันสำคัญที่จะช่วยให้คุณมีหัวใจแข็งแรงและสุขภาพดีในระยะยาว
Leave a Reply