
เป็นไขมันที่อันตรายต่อสุขภาพ เพราะมันมีผลกระทบมากกว่าไขมันใต้ชั้นผิวหนัง (Subcutaneous fat หรือ “Cellulite”) นั่นเอง ทำไม Visceral Fat ถึงอันตราย? Visceral Fat เกิดจากเซลล์ไขมันชนิด White Adipose Tissues (WAT) ซึ่งมักมีขนาดใหญ่ขึ้นเนื่องจากการดื้อต่ออินซูลิน ทำให้การทำงานของเซลล์ผิดปกติ และนำไปสู่การสร้างสารก่ออักเสบหลายชนิดในร่างกาย เช่น IL-1, IL-6, TNF-alpha นอกจากนี้ WAT ยังเป็นแหล่งผลิตฮอร์โมนบางชนิด เช่น Leptin และ Estrone (E1) ส่งผลให้เกิดโรคเรื้อรังในกลุ่ม เมตาบอลิกซินโดรม (Metabolic syndrome) เช่น
- โรคอ้วนลงพุง
- เบาหวานชนิดที่ 2
- ไขมันในเลือดผิดปกติ
- ไขมันคั่งในตับ
- โรคหัวใจและหลอดเลือด
- มะเร็งบางชนิด
ใครที่เสี่ยงมีไขมัน Visceral Fat มาก?
คนที่มีพุงใหญ่หรือมีไขมันสะสมในช่องท้องสูง เรียกว่า Visceral obesity ซึ่งมักพบร่วมกับภาวะ Metabolic Syndrome ที่มีน้ำตาลในเลือดสูง ไตรกลีเซอไรด์สูง HDL ต่ำ และความดันเลือดสูง
จะรู้ได้อย่างไรว่าเรามี Visceral Fat มากหรือน้อย?
การวัดไขมัน Visceral Fat ทำได้หลายวิธี
- วัดรอบเอว: ผู้ชายที่มีรอบเอวมากกว่า 90 ซม. และผู้หญิงที่มากกว่า 80 ซม.
- Body Composition Analysis: ใช้เทคนิค CT scan, DEXA whole body scan, หรือ BIA (Bioelectrical Impedance Analysis) หากค่า Visceral Fat Area (VFA) มากกว่า 100 ตารางเซนติเมตร แสดงว่ามีไขมันสะสมภายในสูงและเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง
วิธีลดไขมัน Visceral Fat
การลดไขมันสะสมภายในจำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุและแก้ไขปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) แนวทางในการลดไขมัน Visceral Fat ได้แก่
- คุมปริมาณคาร์โบไฮเดรต แป้ง และน้ำตาล
- จัดสัดส่วนอาหารที่เหมาะสม
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- อาจใช้วิธี Intermittent Fasting (IF) หรือการรักษาอื่นๆ ภายใต้การดูแลของแพทย์
การเปลี่ยนแปลงเริ่มจาก Mindset ของเราเอง เมื่อเรารักตัวเองมากขึ้น เราจะมีแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพให้ดีขึ้นเสมอ
Leave a Reply