
อาการ “ปวดไมเกรน” เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในคนวัยทำงานหลายคนเลือกพึ่งยาแก้ปวดเป็นทางออกหลักทุกครั้งที่อาการกำเริบแต่รู้หรือไม่ว่าการใช้ยาไมเกรนมากเกินไปหรือใช้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ระวังอาจนำไปสู่ผลกระทบที่ร้ายแรงต่อร่างกายในระยะยาวไมเกรนคืออะไรและเกิดจากอะไร?ไมเกรนเป็นโรคปวดศีรษะเรื้อรังชนิดหนึ่งที่มีลักษณะปวดตุบๆมักเกิดข้างเดียวและอาจมีอาการร่วม เช่น คลื่นไส้ อาเจียนหรือไวต่อแสงและเสียงแม้สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ชัดเจนแต่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบประสาทและหลอดเลือดในสมองโดยมีปัจจัยกระตุ้นที่พบบ่อยได้แก่
- ความเครียดสะสม
- การนอนหลับไม่เพียงพอหรือมากเกินไป
- การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน (โดยเฉพาะในผู้หญิง)
- แสงจ้า เสียงดัง กลิ่นแรง
- สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง
- การอดอาหารหรือขาดน้ำ
ใช้ยาไมเกรนบ่อยเสี่ยงอะไรบ้าง?
ยาที่นิยมใช้รักษาไมเกรน เช่น เออร์โกตามีน (Ergotamine) มีฤทธิ์ช่วยให้หลอดเลือดที่ขยายตัวผิดปกติหดตัวจึงช่วยลดอาการปวดได้อย่างรวดเร็วอย่างไรก็ตามการใช้ยาเกินขนาดหรือใช้ต่อเนื่องนานเกินไปอาจนำไปสู่ผลข้างเคียงที่อันตราย เช่น หลอดเลือดหดตัวรุนแรง เลือดไปเลี้ยงปลายมือปลายเท้าไม่พอภาวะเนื้อตาย (Tissue necrosis) จากการขาดเลือดเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง เช่น หลอดเลือดสมองตีบหรือแตกแนวทางการใช้ยาอย่างปลอดภัย (ทั่วไป) เริ่มเมื่อมีอาการปวด: ครั้งละ 1–2 เม็ดหากยังปวดกินซ้ำได้ทุก 30 นาทีไม่เกิน 6 เม็ด/วัน และ 10 เม็ด/สัปดาห์การใช้ยาบ่อยเกินไปยังอาจทำให้เกิด “อาการปวดศีรษะจากการใช้ยาเกิน (Medication-overuse headache)” ซึ่งทำให้ปวดถี่ขึ้นกว่าเดิมทางเลือกดูแลไมเกรนแบบปลอดภัยไม่ต้องพึ่งยาอย่างเดียวการปรับพฤติกรรมเป็นวิธีที่ช่วยลดความถี่ของไมเกรนได้จริงและปลอดภัยในระยะยาว
สิ่งที่ควรทำเป็นประจำ
- นอนหลับให้เพียงพอและเป็นเวลา
- กินอาหารให้ตรงเวลา ไม่อดมื้อ
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ ลดภาวะขาดน้ำ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดความเครียด
- หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น เช่น แสงจ้า เสียงดัง กลิ่นแรง
โภชนาการช่วยลดไมเกรน อาหารที่มี “แมกนีเซียม” สูง มีบทบาทช่วยให้หลอดเลือดคลายตัวและลดโอกาสเกิดไมเกรน เช่น
- ผักใบเขียว
- ถั่วและธัญพืช
- เมล็ดฟักทอง เมล็ดเจีย
- อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์
- ปลาไขมันดี
- ดาร์กช็อกโกแลต
เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์?
อย่าฝืนดูแลตัวเองอยู่คนเดียวหากมีสัญญาณเหล่านี้
- ปวดไมเกรนถี่ขึ้น หรือรุนแรงขึ้น
- ยาที่เคยใช้เริ่มไม่ได้ผล
- มีอาการผิดปกติร่วม เช่น แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด
แพทย์อาจพิจารณาแนวทางรักษาอื่น เช่น ยาป้องกันไมเกรนหรือการปรับแผนการใช้ยาให้เหมาะสมกับร่างกายคุณยาไมเกรนช่วยบรรเทาอาการได้ “เฉพาะหน้า” แต่ไม่ใช่ทางออกระยะยาวหากใช้มากเกินไปอาจกลายเป็นภัยเงียบที่กระทบทั้งหลอดเลือดและหัวใจการดูแลตัวเองด้วยการปรับพฤติกรรมการกินอาหารที่เหมาะสม และการพักผ่อนที่เพียงพอคือวิธีที่ปลอดภัยและยั่งยืนกว่าถ้าคุณยังต้องพึ่งยาเป็นหลักอยู่ทุกสัปดาห์นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าควรเริ่ม “เปลี่ยนวิธีดูแลตัวเอง” ได้แล้ว
Leave a Reply