
ถ้าจะให้นึกถึงสิ่งที่คนทั่วโลกพูดถึงอิตาลีนั้น คงจะหนีไม่พ้นสถาปัตยกรรมอันโอ่อ่า หรือบ้านเมืองเก่าแก่โบราณ แต่เชื่อหรือไม่ว่า อีกหนึ่งสิ่งที่ใครหลายๆ คนนึกถึงอิตาลี อาจเป็นภาพที่ผู้คนนั่งปล่อยจอยตามน้ำพุในจัตุรัสกลางเมือง คู่รักที่นั่งจับมือกันเฉยๆ หรือคนเฒ่าคนแก่นั่งจิบกาแฟแล้วทอดสายตาออกไปยังถนน การปล่อยจอยเช่นนี้แท้จริงแล้วมีคอนเซ็ปต์หนึ่งซ่อนอยู่เบื้องหลัง โดยคอนเซ็ปต์นี้มีขื่อว่า ‘โดลเช ฟาร์ เนียนเต’ (Dolce far niente)
คอนเซ็ปต์นี้สามารถแปลได้ว่า ‘ความสุขหรือความรื่นรมย์จากการไม่ได้ทำอะไร’ ซึ่งเป็นสำนวนที่เกิดจากการผสมคำสองคำได้แก่ ‘dolce’ ที่แปลว่า ‘ความรื่นรมย์’ และ ‘far niente’ ที่แปลได้ว่า การไม่ทำอะไรสักอย่าง โดยสาระสำคัญของคอนเซ็ปต์นี้ คือการไม่ทำอะไรเลยและสนุกกับมัน เพราะเชื่อว่าการไม่ทำอะไรเลยนั้น เป็นประสบการณ์ที่เราจะได้ใช้เวลาอย่างเพลิดเพลิน ผ่านการปลดปล่อยสมองให้โล่งจากความเครียด และความกดดันที่ต้องรับผิดชอบในชีวิต และคอนเซ็ปต์นี้เองที่ส่งผลต่อวิถีการใช้ชีวิตของคนอิตาเลียนอย่างมาก เห็นได้จากการที่พวกเขาจะให้ความสำคัญกับการพักผ่อนและการละเลียดจิบกาแฟในยามเช้า หรือแม้กระทั่งการนั่งเฉยๆ ตามน้ำพุสาธารณะในช่วงเวลาเย็นและแม้จะเป็นคอนเซ็ปต์อิตาเลียน ‘Dolce far niente’ แต่กลับแมสสุดๆ ในสังคมอเมริกัน หลังจากที่ภาพยนตร์ฮอลลีวูดชื่อดังอย่าง ‘Eat Pray Love’ ออกฉายในปี 2010 โดยในภาพยนตร์เรื่องนี้มีฉากที่ตัวละครหลักสองตัวได้กล่าวถึงคอนเซ็ปต์ดังกล่าวผ่านบทสนทนาที่ว่า “ฉันรู้สึกผิดมากเลยที่อยู่ในโรมมาสามสัปดาห์แล้ว แต่ทำได้แค่เรียนคำศัพท์อิตาลีสองสามคำกับกินอะไรนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง”
ก่อนที่อีกตัวละครหนึ่งจะตอบว่า “คุณรู้สึกผิดเพราะคุณเป็นคนอเมริกัน คุณไม่รู้วิธีที่จะสนุกกับตัวเอง คนอเมริกันรู้จักความบันเทิงแต่ไม่รู้จักความสุข” แล้วจึงอธิบายถึง ‘Dolce far niente’ ว่าเป็นสิ่งที่ทำให้คนอิตาเลียนมีความสุขแม้จะไม่ได้ทำอะไรเลย โดยคอนเซ็ปต์นี้ถูกนำมาใช้สอนคนอเมริกันที่มีค่านิยมต้อง Productive ตลอดเวลา ให้ใช้ชีวิตช้าลงบ้าง ผ่านการบอกว่าการหยุดพักเพื่ออยู่เฉยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายอะไรแล้วก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดถ้าอยากพักผ่อนและไม่ใช่แค่ในด้านวิถีชีวิต ‘Dolce far niente’ ยังมีอิทธิพลต่อวงการศิลปะ โดยในปี 1879 ‘จอห์น วิลเลียม วอเตอร์เฮาส์’ (John William Waterhouse) ศิลปินชาวอังกฤษได้วาดภาพที่ชื่อว่า ‘Dolce far niente’ ขึ้นมา เนื่องจากเขาได้รับแรงบันดาลใจจากคอนเซ็ปต์นี้โดยตรงภาพดังกล่าวเป็นภาพของหญิงสาวกำลังนอนเอนกายลงบนหมอนนุ่มๆ พร้อมกับปล่อยจอยไปกับกิจกรรมสุดไร้สาระอย่างการดึงขนนกออกจากพัดขนนกมาชูเล่นกลางอากาศ โดยที่สีหน้าของเธอดูอิดโรยทว่าก็แฝงไว้ด้วยความสุขจากการไม่ต้องทำอะไร
อย่างไรก็ตาม คอนเซ็ปต์นี้ไม่ได้มุ่งสอนให้คนขี้เกียจ หากแต่มองว่าการยุ่งวุ่นวายกับการทำงาน การเรียน หรือภารกิจต่างๆ ตลอดเวลานั้นไม่ใช่เรื่องดีนัก เพราะจะทำให้ชีวิตมีแต่ความกดดัน แถมยังส่งผลเสียต่อสุขภาพมากกว่าที่จะให้ผลในเชิงบวก ดังนั้นเราจึงควรอนุญาตให้ตนเองได้พักผ่อนบ้าง โดยไม่ต้องรู้สึกผิดว่าเรากำลังใช้เวลาไปโดยเปล่าประโยชน์
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : https://web.facebook.com/photo/?fbid=913709756984028&set=a.811136580574680
Leave a Reply