
ดร.จูลี สมิธ นักจิตวิทยาคลินิกชาวอังกฤษ ซึ่งเคยทำงานในศูนย์ดูแลรักษาสุขภาพแห่งชาติ (NHS) ของสหราชอาณาจักร และปัจจุบันเป็นนักเขียนและที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิตส่วนบุคคลมานานกว่า 10 ปี ได้อธิบายถึง “อาการคิดมากและความวิตกกังวล” ผ่านพอดแคสต์รายการ “Deep Dive with Ali Abdaal” ไว้ว่าอาการคิดมาก หรือ Overthinking ที่หลายคนรู้สึก มันก็คืออาการความกังวล (Worrying) ในทางการแพทย์โดยส่วนใหญ่ผู้ที่มีอาการนี้มักจะจมอยู่กับความคิดเรื่องต่างๆ มากเกินไป แล้วหยุดคิดไม่ได้เหมือนการเดินเป็นวงกลมไม่สิ้นสุดเหมือนเครื่องซักผ้าที่ปั่นวนไปซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยเรื่องที่คิดก็หนีไม่พ้นการครุ่นคิดถึงเรื่องในอดีตที่ผ่านมาแล้วหรือการคิดกังวลถึงเรื่องในอนาคตที่ยังมาไม่ถึงผู้ที่มีอาการคิดมากหรือเป็นคนขี้กังวลนั้น สาเหตุหนึ่งมาจากการที่พวกเขาเกิดความไม่มั่นคงทางจิตใจรู้สึกกลัวต่อสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งกลัวว่าจะเกิดสิ่งเลวร้ายขึ้น สมองจะเกิดกลไกการเอาตัวรอด พวกเขาจึงมักจะคิดกังวลไปก่อนล่วงหน้าถึงสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หรือคิดหาทางรับมือหรือวิธีเอาตัวรอดจากสถานการณ์นั้นๆ ในบางเคสเมื่อกังวลมากๆไม่ว่าคนรอบข้างจะพยายามทำให้พวกเขามั่นใจมากขึ้นแค่ไหนก็ตาม แต่พวกเขาก็จะพบกับความคิดที่เลวร้ายอีกอย่างเกิดขึ้นมาแทนที่ ซึ่งกรณีอย่างหลังนี้ในทางจิตบำบัดเรียกว่า “การหมกมุ่นครุ่นคิด (rumination)” นำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้หากใครรู้สึกว่าตัวเองมีอาการเข้าข่ายเป็น “คนคิดมาก” หรือ “ขี้กังวล” ดร.จูลี แนะนำให้ลองฝึกดึงสติตนเองให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ซึ่งมีหลายวิธี ได้แก่ ออกไปวิ่งดึงสติให้อยู่กับปัจจุบัน (Mindfulness) อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า อาการคิดมากเป็นวงจรของการคิดที่ไม่เกิดผลประโยชน์ใดๆ ดังนั้นควรพาตัวเองออกจากวังวนความคิดมากเหล่านั้นให้เร็วที่สุดโดยใช้ “ทักษะการมีสติ” ทั้งนี้ การมีสติไม่ใช่การไม่คิดถึงอดีตหรืออนาคตอย่างสิ้นเชิง แต่คีย์สำคัญก็คือการที่เรารับรู้และตระหนักว่า “ความคิดใดลอยมาในหัวเรา และอันไหนที่เป็นประโยชน์กับคุณจริงๆและอันไหนที่ปั่นป่วนซ้ำแล้วซ้ำเล่าและทำให้คุณทุกข์ใจ?” พูดง่ายๆก็คือต้องเท่าทันความคิดที่เกิดขึ้นในหัวจับสังเกตว่าอารมณ์ใดที่ความคิดนั้นนำพามาด้วยมันทำให้คุณรู้สึกอย่างไรจากนั้นก็จะรู้เองว่าจริงๆ แล้วความคิดมากมักจะเป็นเรื่องเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ไม่มีประโยชน์และตัดมันทิ้งได้ง่ายขึ้นยกตัวอย่างเช่น การออกไปวิ่งโดยขณะวิ่งให้สังเกตความคิด ความรู้สึก ของตัวเองเปิดการรับรู้โฟกัสอยู่ที่ปัจจุบันมองวิวรอบตัวโฟกัสไปที่เท้าเวลาเหยียบก้อนกรวดในแต่ก้าวที่วิ่งทำให้จิตใจจดจ่ออยู่แต่กับการวิ่ง เมื่อทำได้สักครู่ก็พบว่ามันช่วยให้สมองโล่งจิตใจปลอดโปร่งขึ้นมาได้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.facebook.com/bangkokbiznews
Leave a Reply