
ไอเรื้อรัง คือ อาการไอที่มีระยะเวลาติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 8 สัปดาห์ ภาวะไอเรื้อรังมีหลายสาเหตุ ถ้าอยากหายก็ต้องหาสาเหตุให้พบ! มาดูกันว่า “6 สาเหตุไอเรื้อรัง” ที่พบได้บ่อยที่สุด มีอะไรบ้าง ใครไอบ่อยต้องรู้!
1. จากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา โดยเฉพาะมลพิษทางอากาศ และควันบุหรี่ เช่น อากาศแห้ง ลมที่พัดโดนหน้าเรา ฝุ่นต่าง ๆ PM2.5 ควันบุหรี่ ไอระเหยบางชนิด ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เกิดอาการไอ โดยเฉพาะในเด็ก จะมีอาการไอได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ ยิ่งถ้าเราต้องอาศัยอยู่กับสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ทุกวัน ไม่หลีกเลี่ยง หรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็จะทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังนานเป็นเดือน ถ้าวันไหนที่เราดื่มน้ำไม่เพียงพอ ใช้เสียงมาก ก็จะยิ่งไอหนักมากขึ้นไปอีกสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษเหล่านี้ นอกจากจะทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังแล้ว ยังก่อให้เกิดโรคร้ายแรงตามมาอีกด้วย เช่น โรคถุงลมโป่งพอง หลอดลมอักเสบเรื้อรัง เกิดการอักเสบในทางเดินหายใจ มะเร็งปอด เพิ่มอัตราการเสียชีวิตของประชากรทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง
2. เป็นภูมิแพ้ แล้วมีน้ำมูกไหลลงไปในคอ (Post-nasal drip) เป็นปัญหาที่พบบ่อยมาก และเป็นสาเหตุลำดับต้น ๆ ที่ทำให้เกิดอาการไอเรื้อรัง สาเหตุเกิดจากเยื่อจมูกบวมมาก จนปิดรูจมูก และมักจะมีน้ำมูกที่เหนียวมากไหลลงคอ จนก่อให้เกิดอาการไอ ส่วนมากผู้ป่วยจะไม่รู้ตัวเองว่ามีน้ำมูกไหลลงคอ แม้แพทย์ถามแล้วก็ตอบว่าไม่มี แต่พอแพทย์ส่องดูหลังคอ จะเห็นว่ามีน้ำมูกไหลลงไปในคอ แต่คนไข้ไม่รู้สึก
3. โรคหอบหืด หอบหืด เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม ยากที่จะควบคุมอาการได้ ประวัติที่สำคัญในผู้ป่วยหอบหืด ได้แก่ ไอเรื้อรังนานกว่า 8 สัปดาห์ขึ้นไป การหายใจ และได้ยินเสียงหวีด หายใจลำบาก แน่นหน้าอก อาการมักเกิดขึ้นตอนกลางคืน ผู้ป่วยส่วนมากมักจะมีประวัติตั้งแต่ยังวัยเด็ก
4. สูบบุหรี่มวน บุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงการสูบกัญชา เรื่องนี้ นายแพทย์ธนีย์ ธนียวัน อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด การปลูกถ่ายปอดและวิกฤตบำบัด ได้กล่าวไว้ชัดเจนว่า “ไม่ว่าจะสูบอะไรก็ไม่เป็นผลดีต่อปอดทั้งนั้น” เลิกก่อนเลยแล้วอาการไอจะเริ่มดีขึ้น บางคนรู้ว่าไอเรื้อรังจากการสูบบุหรี่มา ก็เลิกสูบ แล้วหวังจะให้หายเลย แต่ในความจริง ร่างกายเราต้องปรับตัวไม่ใช่เลิกแล้วจะหายไอทันที ต้องใช้เวลานาน บางคนกลับไอ มากกว่าเดิมทั้งที่เลิกแล้ว สาเหตุก็เพราะ ปอดของเรากำลังเอาของที่เป็นของเสียที่คั่ง อยู่ในปอดออกมา จึงทำให้เกิดอาการไอ แต่พอของเสียหมดไป อาการไอของเราก็จะดีขึ้นเอง
5. จากการใช้ยาบางประเภท เช่น ยาในกลุ่ม ACEIs ซึ่งเป็นยาลดความดันโลหิต มักจะทำให้เกิดอาการคันคอ ไอแห้ง ๆ ต้องกระแอมไอออกมาเรื่อย ๆ และส่วนใหญ่เกิดภายหลังเริ่มรับประทานยาในช่วง 1-2 เดือน ยิ่งถ้ามีโรคหอบหืด โรคหลอดลมอยู่ก่อนแล้วก็จะไอได้มากกว่าคนปกติ ถ้าสามารถเปลี่ยนเป็นยาตัวอื่นได้ อาการก็จะลดลง ยาตัวอื่น ๆ ที่ทำให้ไอ ก็คือยาที่ทำให้เกิด “กรดไหลย้อน” เช่น ยาในกลุ่มบิสฟอสโฟเนต รวมทั้งยากลุ่ม แคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ (Calcium Channel Blockers-CCBs) ซึ่งเป็นยาลดความดันอีกประเภทหนึ่ง ทำให้หูรูดของกระเพาะอาหารคลายตัว ทำให้กรดในกระเพาะไหลขึ้นมาได้
6. เป็นโรคกรดไหลย้อน (พบบ่อยในคนไทย) นายแพทย์ธนีย์ ธนียวัน ชี้ว่า กรดไหลย้อนเพียงแค่ 1 หยด ก็ทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังได้! ถึงแม้จะกินยาแก้ไอก็ไม่ช่วยให้หายไอได้ เพราะต้องรักษาอาการกรดไหลย้อนให้หายดีก่อน ถึงจะช่วยอาการไอให้ดีขึ้นได้ ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน การนอน เป็นต้น
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : https://www.gedgoodlife.com/health/134823-causes-of-chronic-cough/?utm_source=ged&utm_medium=cough&utm_campaign=nov&utm_id=jolie&fbclid=IwAR0weCcK9_gCa4lub7RdLdhP9lv62MADtfaw21TblMm1ZWVIWujEAQuQAo4
Leave a Reply