27 ประโยชน์ของใบแปะก๊วย (Ginkgo) สรุปจากงานวิจัย !

แปะก๊วย (Ginkgo หรือ Ginkgo biloba) คือ พืชสมุนไพรเก่าแก่ที่มีใช้มาแต่โบราณโดยเฉพาะในประเทศจีน เกาหลี และญี่ปุ่น ต้นแปะก๊วยจัดเป็นไม้ผลัดใบที่มีลำต้นขนาดใหญ่ ลักษณะของใบเป็นรูปพัด เป็นพืชที่จัดในวงศ์ GINKGOACEAE และมีชื่อเรียกอื่น ๆ ว่า Maidenhair, Tanakan, Tebonin, Rökan, Ginkobaum, Bai-guo สำหรับส่วนที่นำมาใช้ ทำยาได้นั้นมีทั้งส่วนของใบและเมล็ด แต่การวิจัยสมัยใหม่มุ่งเน้นไปที่สารสกัดที่ได้มาจากใบแปะก๊วยเป็นหลัก เนื่องจากใบแปะก๊วยประกอบไปด้วยสารออกฤทธิ์ที่มีประโยชน์อย่าง ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) และเทอร์พีนอยด์ (Terpenoids) ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ และเพิ่มการไหลเวียนของเลือด จึงอาจส่งผลดีต่อสุขภาพสมอง หัวใจ ดวงตา รวมถึงอาการอื่น ๆ อีกหลายประการ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการศึกษาถึงประโยชน์มากมายเกี่ยวกับสารสกัดจากใบแปะก๊วย แต่คนส่วนใหญ่ยังมักเลือกทานเพื่อวัตถุประสงค์ช่วยเสริมการทำงานของสมอง (เช่น ความคิด ความจำ) และเพิ่มการไหลเวียนของเลือดเป็นหลักเป็นหลัก

ในหัวนี้จะพูดถึงเฉพาะประโยชน์ของแปะก๊วยในรูปของ “สารสกัดจากใบแปะก๊วย” (Ginkgo biloba extract) เท่านั้น เนื่องจากเป็นรูปแบบที่ใช้ในการศึกษาวิจัย ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Ginkgo biloba extract (บางผลิตภัณฑ์อาจใช้ชื่อเรียกอื่นว่า GBE, GBE-761 หรือ EGb-761) และต่อไปนี้คือประโยชน์เด่น ๆ ของแปะก๊วยที่เราได้รวบรวมมา

1. ต้านอนุมูลอิสระ แปะก๊วยเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเยี่ยม เพราะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระอย่างฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) และเทอร์พีนอยด์ (Terpenoids) ซึ่งมีส่วนช่วยปกป้องระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบประสาทและสมอง ตับ และจอประสาทตาจากการทำลายของอนุมูลอิสระ

2. ลดการอักเสบ การศึกษาทั้งในสัตว์ทดลองและในมนุษย์ต่างแสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากใบแปะก๊วยมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ จึงอาจส่งผลดีต่อการรักษาโรคหลายชนิดที่มีสาเหตุมาจากการอักเสบ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง, โรคข้ออักเสบ, โรคลำไส้อักเสบ, โรคหัวใจ ฯลฯ แม้ข้อมูลนี้จะมีประโยชน์ แต่ก็ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม

3. เพิ่มการไหลเวียนของเลือด การเสริมแปะก๊วยดูเหมือนจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในร่างกายได้ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ระบบประสาทและสมอง รวมถึงโรคที่เกี่ยวข้องกับการไหลเวียนของเลือดต่าง ๆ แต่ต้องรับประทานมากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไปจึงจะเห็นผลการศึกษาในผู้สูงอายุพบว่า การเสริม EGb-761 120 มก. ทุกวัน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ สามารถเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในสมองได้และมีผลช่วยลดความหนืดของเลือด ซึ่งต่างจากกลุ่มควบคุมที่ความหนืดของเลือดเพิ่มสูงขึ้น และมีการลดลงของเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง

4. ลดอาการวิงเวียนศีรษะ/บ้านหมุน (Vertigo) การศึกษาทางคลินิกในผู้ที่มีอาการวิงเวียนศีรษะบ้านหมุน (Vertiginous syndrome) 70 คนที่รับประทานสารสกัดจากใบแปะก๊วย 160 มก. ทุกวันเป็นเวลา 3 เดือน พบว่าแปะก๊วยมีประสิทธิภาพในการลดความรุนแรง ความถี่ และระยะเวลาของอาการได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และพบว่า 47% หายเป็นปกติ (เทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอกที่หายเป็นปกติเพียง 18%) สอดคล้องกับอีกการศึกษาที่พบว่าการเสริมแปะก๊วย 80 มก. วันละ 2 ครั้ง ช่วยลดอาการบ้านหมุนและอาการวิงเวียนศีรษะได้การศึกษาในผู้ป่วยที่มีอาการบ้านหมุน (Vertigo) พบว่าการเสริมสารสกัดจากใบแปะก๊วยวันละ 240 มก. เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ให้ผลดีกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการใช้ยาเบตาฮีสทีน (Betahistine) ขนาด 32 มก. ซึ่งเป็นยารักษาอาการวิงเวียนศีรษะหรือเวียนศีรษะบ้านหมุน ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

5. ความคิดความจำ ยังเป็นที่ถกเถียงเกี่ยวกับประสิทธิภาพของแปะก๊วยในด้านนี้ แต่งานวิจัยส่วนใหญ่ระบุว่าแปะก๊วยอาจช่วยเรื่องความคิดความจำได้เล็กน้อยในผู้มีสุขภาพดี โดยเฉพาะในคนวัยกลางคนและวัยสูงอายุ แต่ยังไม่ชัดเจนมีผลต่อคนวัยหนุ่มสาวที่มีสุขภาพดีหรือไม่ (11) จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันถึงประสิทธิภาพ การศึกษาในผู้ใหญ่วัยกลางคนที่มีสุขภาพดีพบว่าการเสริมสารสกัดจากใบแปะก๊วย 240 มก. วันละ 1 ครั้ง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียกคืนความจำ (เช่น การจดจำจำนวนการนัดหมายได้อย่างถูกต้อง แต่ผลการทดลองนี้ไม่ได้ช่วยเพิ่มความจำเรื่องของเส้นทางการขับขี่) สอดคล้องกับการศึกษาในอาสาสมัครอายุ 30-59 ปีที่พบว่าการเสริมแปะก๊วยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านความจำ โดยเฉพาะความจำในด้านการทำงาน โดยผลนี้จะมีแนวโน้มชัดเจนมากขึ้นในกลุ่มคนที่มีอายุ 50-59 ปี การเสริมแปะก๊วยขนาด 600 มก. ก่อนเข้าร่วมการทดสอบความจำ (Sternberg memory scanning test) 1 ชั่วโมง ให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอกและกลุ่มที่ได้รับแปะก๊วยขนาด 120 และ 240 มก. การศึกษาในผู้สูงอายุที่ไม่ได้มีภาวะสมองเสื่อมหรือเป็นอัลไซเมอร์ การเสริมสารสกัดจากใบแปะก๊วยดูเหมือนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการรู้คิดที่ดีขึ้นในช่วง 12 สัปดาห์ สอดคล้องกับการศึกษาอื่น เช่น การศึกษาในผู้สูงอายุจำนวน 262 คน ที่พบว่าการเสริมแปะก๊วย 180 มก. ทุกวันเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ช่วยเพิ่มความสามารถในการประมวลผลของสมอง , การศึกษาในผู้สูงอายุที่มีอาการความจำเสื่อม พบว่าการเสริมแปะก๊วย 240 มก. เป็นเวลา 2 เดือน ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางความคิดได้ การศึกษาในผู้ที่มีสุขภาพดีที่อายุมากกว่า 60 ปี ที่พบว่าการเสริมแปะก๊วย 40 มก. วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 26 เดือน ไม่พบความแตกต่างกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอกในเรื่องการช่วยเพิ่มความจำ สอดคล้องกับอีกการศึกษาที่พบว่าแปะก๊วยไม่ได้ช่วยเพิ่มความจำในผู้ที่มีสุขภาพดี การเสริมสารสกัดจากใบแปะก๊วยในขนาด 240 และ 360 มก. ดูเหมือนจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วของสมาธิในการจดจ่อ (Speed of attention) ที่ดีขึ้นในอาสาสมัครอายุน้อยที่มีสุขภาพดี ในขณะที่การเสริมในขนาด 120 มก. กลับไม่มีผลในเรื่องนี้ แต่ให้ผลดีในเรื่องการเพิ่มขึ้นในด้านคุณภาพของหน่วยความจำ (Quality of memory)

6. ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) หรือภาวะการทำงานของสมองเสื่อมถอยลง (Cognitive decline) โดยรวมแล้วผลการวิจัยในเรื่องนี้ไม่สอดคล้องกันและยังเร็วไปที่จะสรุปหรือหักล้างได้ว่าแปะก๊วยช่วยรักษาภาวะสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์ได้หรือไม่ แต่ในภาพรวมดูเหมือนว่าแปะก๊วยจะให้ประโยชน์เมื่อใช้เป็นการรักษาเสริม ซึ่งอาจเป็นผลมาจากบทบาทของแปะก๊วยที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง การเสริมสารสกัดจากใบแปะก๊วยวันละ 240 มก. มีประสิทธิภาพและปลอดภัยในการรักษาภาวะสมองเสื่อม การทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นการศึกษาทางคลินิกระยะเวลา 6 ปี ในกลุ่มตัวอย่างกว่า 3,000 คนที่มีอายุตั้งแต่ 75 ปีขึ้นไป พบว่าแปะก๊วยไม่มีผลต่อการป้องกันภาวะสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ สอดคล้องกับการศึกษาในผู้สูงอายุ (อายุ 70 ปีขึ้นไป) ที่พบว่าการเสริมสารสกัดจากใบแปะก๊วย 120 มก. วันละ 2 ครั้ง ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์เมื่อเทียบกับยาหลอก และไม่มีผลช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อมถอย (Cognitive decline) ในผู้สูงอายุที่มีอาการเล็กน้อยเมื่อเทียบกับยาหลอกการทบทวนการศึกษา 21 ชิ้น พบว่าการเสริมสารสกัดจากใบแปะก๊วยร่วมกับยารักษาหลัก สามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการประมวลผลของสมอง (เช่น การจดจำข้อมูล การเรียนรู้ ความเข้าใจ การตัดสินใจ และความสามารถในการแก้ไขปัญหา) ในผู้ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ได้เล็กน้อย การทบทวนการศึกษาพบว่าการเสริมสารสกัดจากใบแปะก๊วยเป็นเวลา 22-24 สัปดาห์ ช่วยลดอาการ BPSD หรือปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ในผู้ป่วยสมองเสื่อมได้อย่างมีนัยสำคัญ

7. ลดอาการปวดหัวและไมเกรน ในทางการแพทย์แผนจีน แปะก๊วยเป็นสมุนไพรที่ถูกนำมาใช้เพื่อรักษาอาการปวดหัวและไมเกรนอย่างแพร่หลายเนื่องจากแปะก๊วยมีฤทธิ์ในการเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ลดการอักเสบ และต้านอนุมูลอิสระ (หากอาการปวดหัวเกี่ยวข้องกับความเครียดหรือการไหลเวียนของเลือดที่ลดลง แปะก๊วยอาจช่วยให้อาการดีขึ้นได้ แต่ในทางตรงข้ามหากเป็นไมเกรนชนิดที่เกิดจากหลอดเลือดขยายตัวมากเกินไป แปะก๊วยอาจมีผลเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย) การศึกษาขนาดเล็กในคนวัยหนุ่มสาวที่เป็นไมเกรน พบว่าการเสริมสารสกัดจากใบแปะก๊วย 80 มก. (ร่วมกับคิวเท็น 20 มก. และแมกนีเซียม 300 มก.) วันละ 2 ครั้งพร้อมอาหาร เป็นเวลา 3 เดือน สามารถช่วยป้องกันหรือลดความถี่ในการเกิดไมเกรนได้ Show more 8. ลดความเครียดและความวิตกกังวล (Anxiety) งานวิจัยบางชิ้นแสดงให้เห็นว่าแปะก๊วยอาจช่วยลดอาการวิตกกังวลได้เนื่องจากแปะก๊วยเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพโดยการศึกษาในผู้ใหญ่ที่เป็นโรควิตกกังวลทั่วไป (Anxiety disorder) ที่เสริมสารสกัดจากใบแปะก๊วย 240-480 มก. ทุกวันเป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มที่ได้รับแปะก๊วยมีอาการวิตกกังวลลดลง 39-44% (ขนาดยาที่มากขึ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นเล็กน้อย) เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอกที่มีอาการลดลงเพียง 22%

อ่านต่อได้ที่ : https://medthai.com/ginkgo/

ข้อมูลอ้างอิง (Source) : https://medthai.com/ginkgo/ | Medthai


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *