5 ทำไมคำถามฮีลใจที่ช่วยให้ทุกคนชีวิตเบาขึ้น

หนึ่งในความย้อนแย้งของมนุษย์อย่างเราๆ คือ ความสามารถในการเก็บและอดทนต่อทุกสิ่งอย่างเอาไว้ ต่อให้สิ่งเหล่านั้นไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ ผู้คน หรือประสบการณ์ใดๆ ก็ตาม จะไม่มีประโยชน์หรือทิ่มแทงชีวิตและตัวตนของเราเองแค่ไหนก็ตาม การไม่ยอมปล่อยวางนี่เองจึงทำให้การใช้ชีวิตของใครหลายคนยากขึ้นแย่ลง กระทั่งไม่ไปไหนเลยก็มีในบทความนี้จึงอยากชวนทุกคนลองมาปล่อย 5 สิ่งที่ไม่จำเป็นต้องอดทนเก็บไว้ในชีวิต ได้แก่
1 – ปล่อยวางสิ่งต่างๆ ด้วยการถามตัวเองว่า “ทำไมฉันถึงสนใจสิ่งเหล่านี้”ยังจำ ‘มาริเอะ คนโดะ’ กันได้หรือเปล่า? นักเขียน คุณแม่และนักจัดบ้านที่นำเสนอปรัชญาชีวิตพื้นฐาน ผ่านการจัดบ้าน จนกลายเป็นเทรนด์สปาร์กจอย (spark joy) กันในช่วงหนึ่งซึ่งแนวคิดของเธอก็คือการคัดเลือกที่จะเก็บหรือทิ้งสิ่งของในบ้านไปเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย พร้อมช่วยให้ขจัดความยุ่งเหยิงในชีวิตด้วยการหยิบสิ่งนั้นขึ้นมาแล้วดูว่าเรารู้สึก ‘สปาร์กจอย’ กับมันหรือเปล่าถ้าไม่แล้วก็ให้ทิ้งไปแต่ถามว่าเพราะอะไรคนเราถึงได้ทิ้งสิ่งของเหล่านั้นยากเย็นเหลือเกินคำตอบก็ง่ายนิดเดียวเพราะสิ่งของชิ้นนั้นอาจมีคุณค่าทางจิตใจและเต็มไปด้วยความทรงจำในอดีต รวมถึงความคาดหวังในอนาคตของเราอย่างไรล่ะ ดังนั้น ถ้าทิ้งมันไปเราจึงรู้สึกเสมือนว่ากำลังทิ้งสิ่งของสำคัญในชีวิตไปแต่การเก็บหลายสิ่งหลายอย่างไว้มากเกินไปจนฝุ่นเขรอะหรืออาจลืมการมีอยู่ของมันไปแล้วนั้น สิ่งเหล่านั้นสำคัญกับชีวิตเราจริงหรือเปล่า? ลองถามตัวเองดู “ทำไมฉันถึงสนใจสิ่งเหล่านี้” ถ้าคำตอบมีประโยชน์ต่อชีวิตและการมีอยู่ของสิ่งนั้น ก็เก็บไว้แต่หากไม่การปล่อยทิ้งไปด้วยการให้คนอื่น บริจาคหรือทิ้งไปก็คงไม่เป็นไรและอาจมีประโยชน์มากกว่า
2 – ปล่อยวางเป้าหมายด้วยการถามตัวเองว่า “ทำไมฉันถึงสนใจเป้าหมายนี้”เป้าหมายชีวิตมีทั้งระยะสั้น ระยะยาว ชั่วคราว และอีกมากมาย แต่ในเมื่อชีวิตเราต่างกำลังเดินไปข้างหน้า ลองสำรวจดูดีๆว่ามีเป้าหมายไหนที่ไม่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันและอนาคตของเราบ้างหรือเปล่า เช่น ตั้งเป้าไว้ว่าอยากเป็นหมอเพราะพ่อแม่คาดหวังแต่ความจริงแล้วเราชอบมันหรือเปล่า? การโตเป็นคนวัย 30 ที่มีพร้อมทั้งบ้าน รถและครอบครัวเป็นไปได้จริงและจำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไปหรือไม่บางครั้งการกำหนดเป้าหมายที่เจาะจงหรืออิงตามอิทธิพลภายนอกมากเกินไป ก็อาจลดโอกาสให้เราได้ลองสำรวจความสนใจใหม่ๆ ที่นำไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการจริงๆก็ได้ ดังนั้น ลองปล่อยบางเป้าหมายไปโดยไม่ต้องไปเสียดายหรือเสียใจกับมันเพราะเราปล่อยไปเพื่อรักษาพื้นที่ชีวิตสำหรับเป้าหมายที่ตัวเองต้องการจากใจต่างหาก
3 – ปล่อยวางการควบคุม ด้วยการถามตัวเองว่า “ทำไมฉันถึงสนใจกฎนี้”ทั้งข้อบังคับ กฎระเบียบข้อตกลง หลายครั้งที่เราคาดหวังว่าจะสามารถควบคุมทุกสิ่งให้เป็นไปตามต้องการ หรือให้อยู่ในกฎและขอบเขตของตัวเองได้ แต่เปล่าเลย เพราะเราไม่มีทางควบคุมปัจจัยภายนอกที่เข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตได้ เพราะฉะนั้นแทนที่จะยึดติดกับการควบคุมทุกสิ่งอย่าง ลองถามตัวเองว่า “ทำไมฉันถึงสนใจกฎนี้”และแทนที่จะควบคุมอย่างเคร่งครัด ลองใช้ความยืดหยุ่นมาจัดการให้เป็นไปอย่างเย็นใจอาจจะดีกว่า แถมยังไม่ต้องรู้สึกกดดันมากเกินไปด้วย เช่น ตั้งใจว่าจะลดน้ำหนัก วิธีการและกฎคือ ออกกำลังกายทุกวัน วันละ 1 ชั่วโมง แต่พบว่าบางวันไม่เอื้ออำนวยก็ลองปรับเปลี่ยนเป็น ออกกำลังกายอาทิตย​์ละ 2-3 ครั้ง รวมถึงปรับความเข้มข้นและระยะเวลาให้เหมาะกับสุขภาพและระดับพลังงานในแต่ละวันแทนอย่างน้อยก็ยังอยู่ขอบเขตความตั้งใจที่เราอยากทำให้ได้ท้ายที่สุดแล้วการปล่อยวางการควบคุมจะทำให้เรายอมรับความสามารถในการปรับตัว เพื่อให้ประสบความสำเร็จได้แม้ว่าสิ่งต่างๆ จะไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้เป๊ะๆ ก็ตาม
4 – การปล่อยวางผู้คน ด้วยการถามตัวเองว่า “ทำไมฉันถึงสนใจความสัมพันธ์นี้”เคยได้ยินประโยคที่ว่ายิ่งโตเพื่อนยิ่งน้อยลง กันใช่ไหม? นั่นเพราะเป็นเรื่องยากที่เราจะสามารถรักษาความสัมพันธ์อันยั่งยืนกับทุกคนได้เพราะพวกเขาอาจเป็นคนที่สร้างบาดแผลให้เราหรือเราเองที่เคยทำไม่ดีใส่เขาบางคนก็แค่ไม่ได้อยู่ในสังคมเดียวกัน ไม่ได้สนใจสิ่งเดียวกันอีกต่อไปแล้วบางทีการแยกกันไปเติบโตย่อมดีกว่าขอแค่รู้สึกขอบคุณทุกคนที่เคยเข้ามาผูกพันกันแล้วทำให้เราได้เรียนรู้จากความสัมพันธ์นั้นได้มากมายรวมถึงการให้อภัยและอวยพรผู้คนจะยิ่งทำให้ความเป็นอยู่ของเราดีขึ้น
5 – ปล่อยวางอดีต ด้วยการถามตัวเองว่า“ทำไมฉันถึงสนใจความทรงจำนี้” เรายังมักยึดติดกับความทรงจำโดยเฉพาะความทรงจำที่แสนเจ็บปวด นั่นเป็นเพราะสมองของเราถูกเชื่อมโยงให้จดจำประสบการณ์ที่เจ็บปวดได้ชัดเจนยิ่งขึ้นในฐานะกลไกการเอาชีวิตรอด และความทรงจำเหล่านี้มักจะมีความสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่แน่นแฟ้นซึ่งทำให้เราตื่นตัวต่อมัน และจะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่คล้ายกันในอนาคตแต่บางครั้งมันอาจส่งผลย้อนกลับ ทำให้เราหวนคิดถึงอารมณ์เชิงลบที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งอาจขัดขวางความอยู่ดีมีสุขทางอารมณ์ของเราและขัดขวางไม่ให้เราก้าวต่อไปข้างหน้าได้
แม้การปล่อยวางอดีตเป็นเรื่องยากเพราะในทางหนึ่งบทเรียนจากประสบการณ์เหล่านั้นล้วนหล่อหลอมให้เป็นเราในวันนี้ ทว่า หากหลุดพ้นจากการยึดติดความทรงจำเหล่านั้นได้เราก็จะกลายเป็นคนใหม่ไปด้วยเช่นกันในทางใดทางหนึ่ง เราก็ต้องปล่อยส่วนหนึ่งของตัวเราเองไป แม้ว่าประสบการณ์ของเราจะเป็นพื้นฐานสำหรับตัวตนของเรา แต่การหลุดพ้นจากน้ำหนักของความทรงจำในอดีตนั้นยังหมายถึงการสร้างอัตลักษณ์ของเราขึ้นมาใหม่อีกด้วย
แน่นอนว่าการปลดปล่อยแต่ละสิ่งทิ้งไปไม่เคยเป็นเรื่องง่าย เพราะมันท่วมท้นไปด้วยองค์ประกอบที่สร้างตัวตนให้เราเป็นเราในวันนี้ แต่อย่างที่ได้กล่าวไปบางสิ่งบางอย่างที่ผ่านมาแล้ว และไม่ได้มีผลต่อการพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้นหรือขัดขวางการก้าวไปข้างหน้า ฉะนั้นอย่ากลัวที่จะปล่อยมันทิ้งไปเสียบ้างเพื่อให้ชีวิตเบาสบายขึ้นลองดูแล้วทุกคนจะรู้เอง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.facebook.com/brandthink.me


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *