
ในวงการบริหารงานปัจจุบันคงไม่มีใครไม่พูดถึงปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ในฐานะเครื่องมือที่ช่วยเร่งศักยภาพการทำงานให้ทำได้เร็วขึ้นมีคุณภาพดีขึ้นและช่วยเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรอย่างมากอย่างไรก็ตามมีอีกมุมมองที่หลายคนมักมองข้ามหากนำ AI มาใช้โดยไม่มีการวางแผนหรือระมัดระวังอย่างเหมาะสมมันอาจค่อยๆบั่นทอนเอกลักษณ์และจุดแข็งหลัก หรือที่เรียกว่า “DNA” ขององค์กรไปทีละนิดได้โดยไม่รู้ตัวการนำ AI มาใช้จริงอาจช่วยให้องค์กรดูทันสมัยและก้าวหน้าตามยุคสมัยแต่ในทางกลับกันสิ่งที่เกิดขึ้นภายในกลับน่ากังวลคือพนักงานเริ่มคิดน้อยลงและตัดสินใจได้ไม่เฉียบคมเหมือนเมื่อก่อนจนในที่สุดองค์กรอาจสูญเสียจุดแข็งสำคัญที่เคยทำให้ตัวเองโดดเด่นเหนือคู่แข่งไปได้อย่างน่าเสียดาย ดังนั้น คำถามสำคัญในยุคนี้จึงไม่ใช่ว่าเราควรนำ AI มาใช้หรือไม่แต่เปลี่ยนเป็น “เราจะใช้ AI อย่างไรไม่ให้กลายเป็นการทำลายจุดแข็งของตัวเอง” บทความนี้จะเจาะลึกถึงความเสี่ยงสำคัญที่ AI อาจกำลังส่งผลกระทบต่อความสามารถขององค์กรพร้อมแนวทางปรับใช้เพื่อปกป้องทักษะอันล้ำค่าของมนุษย์ไว้ให้คงอยู่ความเสี่ยงด้านที่ 1 คนเริ่มเลิกคิดเองเพราะปล่อยให้ AI คิดแทนหมดแล้วจุดเด่นที่ทำให้หลายคนหลงเชื่อในความสามารถของ AI คือมันมักตอบคำถามด้วยความมั่นใจอย่างสูงไม่ว่าคำตอบนั้นจะถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดแค่ไหนก็ตาม AI ยังสามารถหาเหตุผลและข้อมูลมาสนับสนุนคำตอบเหล่านั้นจนดูน่าเชื่อถืออย่างยิ่งและความเนียนหรือดูสมเหตุสมผลนี้เองกลายเป็นหลุมพรางที่อันตรายที่สุดยิ่ง AI ดูเหมือนเก่งกาจมากเท่าไหร่คนเราก็ยิ่งมีแนวโน้มขี้เกียจคิดและผลักภาระการวิเคราะห์การตัดสินใจไปให้มันมากขึ้นเท่านั้นภาพที่เริ่มพบเห็นได้บ่อยในหลายองค์กรในปัจจุบันคือพนักงานใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลสรุปผลงานและจัดทำเนื้อหาต่างๆจนเสร็จสรรพแต่เมื่อ ผู้บริหารถามถึงเหตุผลหรือความคิดเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับงานชิ้นนั้น กลับตอบไม่ได้หรืออ้ำอึ้งอย่างเห็นได้ชัดสาเหตุไม่ใช่ว่าพนักงานเหล่านี้ไม่มีความสามารถแต่เพราะพวกเขาเลิกใช้ความคิดของตัวเองมานานจนสมองเริ่มฝ่อสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือเรากำลังสูญเสียทักษะสำคัญที่สั่งสมมาจากประสบการณ์จริง เช่น ความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าการมองภาพรวมของสถานการณ์และการตัดสินใจในเรื่องที่ไม่มีข้อมูลเพียงพอจริงอยู่ว่า AI อาจช่วยจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลได้ดีแต่มันไม่อาจทดแทนสัญชาตญาณความรู้สึก “กึ๋น” และ “วิจารณญาณ” ที่เกิดจากประสบการณ์ของมนุษย์ได้เลย
แนวทางแก้ไขบังคับให้คิดก่อนใช้ AI
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้หลายองค์กรเริ่มปรับหลักการทำงานใหม่โดยกำหนดกฎที่ชัดเจนว่า “ให้ใช้ความคิดของตัวเองก่อนเสร็จแล้วค่อยนำ AI มาช่วยเสริมเท่านั้น” ตัวอย่างเช่น บริษัท Creston Telecom ซึ่งพบว่าผู้จัดการหลายคนเริ่มทำหน้าที่เพียงแค่ “ส่งต่อข้อมูล” โดยนำคำตอบจาก AI มานำเสนอโดยไม่เข้าใจที่มาที่ไปไม่สามารถอธิบายเหตุผลหรือตอบข้อซักถามเพิ่มเติมได้ทางบริษัทจึงตั้งแนวปฏิบัติใหม่ด้วยการกำหนดช่วงเวลา “ห้ามใช้ AI” โดยให้ทีมงานนำประสบการณ์และความคิดของตนเองมาหารือร่วมกันจนได้ข้อสรุปเบื้องต้นก่อน จากนั้นจึงอนุญาตให้นำ AI มาใช้ตรวจสอบข้อมูเพิ่มเติมรายละเอียดหรือหาข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนความคิดของตนเองในภายหลัง
ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับองค์กร
- กำหนดขอบเขตการใช้งานที่ชัดเจนแยกแยะให้ชัดว่างานประเภทไหนเหมาะให้ AI ช่วยจัดการ เช่น การจัดระเบียบข้อมูลการคำนวณซับซ้อนและงานประเภทไหนต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์หรือประสบการณ์ของมนุษย์เป็นหลัก
- ฝึกอบรมทักษะวิจารณญาณสอนให้พนักงานรู้จักประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ได้จาก AI และรู้ว่าควรตรวจสอบเพิ่มเติมในจุดไหนบ้าง
- ประเมินผลงานอย่างรอบด้านไม่เพียงดูความรวดเร็วหรือความสมบูรณ์ของผลลัพธ์แต่ต้องถามถึงกระบวนการคิดและเหตุผลเบื้องหลังของผู้ปฏิบัติงานด้วย
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดเนื้อหาเรื่องความเสี่ยงและแนวทางการใช้ AI ในองค์กรโดยจะนำเสนอความเสี่ยงอีก 2 ด้านพร้อมวิธีจัดการในฉบับต่อไป
Leave a Reply