
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาวงการแพทย์สามารถพัฒนายาและวิธีรักษาโรคร้ายได้อย่างก้าวกระโดด แต่ในขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์ก็ยอมรับข้อจำกัดสำคัญร่วมกันว่าโปรตีนมากกว่า 95% ในร่างกายมนุษย์ ซึ่งมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคจำนวนมากยังไม่สามารถพัฒนาเป็นยาได้ด้วยแนวทางการแพทย์แบบดั้งเดิมโปรตีนกลุ่มนี้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า Undruggable และเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้โรคอย่างมะเร็งโรคภูมิคุ้มกันและโรคเสื่อมตามวัยยังมีข้อจำกัดในการรักษา
เมื่อการเล็งเป้าโปรตีนเดี่ยวไม่เพียงพอ
การพัฒนายาในอดีตมักมุ่งเป้าไปที่โปรตีนเพียงตัวเดียวโดยพยายามยับยั้งหรือกระตุ้นการทำงานของมันโดยตรงอย่างไรก็ตามระบบชีวภาพของมนุษย์ไม่ได้ทำงานแบบเส้นตรงแต่เป็นเครือข่ายของโปรตีนจำนวนมากที่เชื่อมโยงและพึ่งพากันการรบกวนเพียงจุดเดียวจึงมักไม่สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ทั้งหมดและอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ยากต่อการควบคุม
Proximity-based medicines กุญแจสู่โรคที่เคยรักษาไม่ได้
แนวคิดใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจคือ Proximity-based medicines ซึ่งมองว่าโรคจำนวนมากเกิดจาก “ความสัมพันธ์ระหว่างโปรตีน” ที่เสียสมดุลมากกว่าความผิดปกติของโปรตีนตัวใดตัวหนึ่งเพียงลำพังการออกแบบยาที่สามารถควบคุมปรับเปลี่ยนหรือสร้างปฏิสัมพันธ์ใหม่ระหว่างโปรตีนได้จึงอาจเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดทางรักษาโรคที่เคยถูกจัดว่า “รักษาไม่ได้” โดยเฉพาะกลุ่มมะเร็งโรคภูมิคุ้มกันและโรคที่เกิดจากความเสื่อมตามวัย
จาก VantAI สู่ Proxima เมื่อ AI เป็นหัวใจตั้งแต่วันแรก
แนวคิดนี้ถูกผลักดันอย่างจริงจังโดยสตาร์ทอัพสาย AI biotech จากสหรัฐอเมริกาอย่าง Proxima ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2019 ภายใต้ชื่อเดิมว่า VantAI บริษัทวางปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นแกนหลักของกระบวนการค้นคว้าและพัฒนายาตั้งแต่เริ่มต้นก่อนจะรีแบรนด์เป็น Proxima เพื่อสะท้อนการมุ่งเน้นด้าน Proximity-based medicines อย่างชัดเจนสิ่งที่ทำให้ Proxima แตกต่างจากการพัฒนายาแบบดั้งเดิมคือมุมมองที่เห็นร่างกายมนุษย์เป็น “ระบบของโปรตีน” ที่ทำงานร่วมกันอย่างซับซ้อนไม่ใช่กลไกเชิงเส้นการรักษาโรคจึงต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจและจัดการระบบนี้ในภาพรวม
เทคโนโลยีเบื้องหลัง NeoLink และ Neo AI
หัวใจของนวัตกรรม Proxima คือแพลตฟอร์ม NeoLink และ Neo AI ซึ่งใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลโครงสร้างสามมิติของโปรตีนในระดับขนาดใหญ่ช่วยให้นักวิจัยสามารถมองเห็นการทำงานร่วมกันของโปรตีนภายในเซลล์ได้อย่างละเอียดและใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้นจากข้อมูลดังกล่าว AI จะถูกนำมาใช้ในการออกแบบโมเลกุลยายุคใหม่ เช่น Molecular glues และ PROTACs ซึ่งมีความสามารถในการควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงปฏิสัมพันธ์ระหว่างโปรตีนอย่างแม่นยำแนวทางนี้ช่วยลดการลองผิดลองถูกในการค้นหายาลดต้นทุนและเร่งกระบวนการพัฒนายาให้สั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ
ความหมายต่ออนาคตการแพทย์และผู้ป่วย
แม้เทคโนโลยี Proximity-based medicines จะยังอยู่ในช่วงพัฒนาแต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่คือก้าวสำคัญของการแพทย์ยุคใหม่ที่อาจเปลี่ยนโรคจำนวนมากจากรักษาไม่ได้ให้กลายเป็นมีทางเลือกในการรักษาในอนาคตสำหรับผู้ป่วยนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของนวัตกรรมแต่คือความหวังใหม่ที่ AI อาจช่วยเปิดประตูสู่การรักษาที่แม่นยำปลอดภัยและตรงจุดมากกว่าที่เคยเป็นมา
Leave a Reply