‘Identity Theft’ ภัยร้ายจากอินเตอร์เน็ตที่คุณอาจจะไม่รู้ตัว

เมื่อช่วงกลางดึกของวันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม ของปีที่ผ่านมา เกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์บทแพลตฟอร์ม ‘X’ ในเรื่องราวที่เกี่ยวกับ ‘การปลอมเป็นคนอื่น’ ต้นเรื่องมาจากที่ผู้ใช้งานบัญชีหนึ่งออกมาโพสข้อความและรูปภาพการยอมรับผิด จากการนำรูปภาพและเรื่องราวของคนอื่นมาเป็นของตนเอง เป็นเวลากว่า 5 ปี ที่ใช้ชีวิตให้รู้สึกว่าเป็นคนอื่น อีกทั้งยังสร้างบัญชีขึ้นมากว่า 18 บัญชีเพื่อพูดคุยกับตัวเองทางต้นเรื่องได้ออกมาเปิดเผยเหตุผลของการกระทำเพียงเพราะ “อยากจะมีชีวิตที่ได้เป็นนิสิตของมหาวิทยาลัยดัง อยากมีเพื่อนและสังคมที่ดี”ทำให้ผู้ใช้งานในแพลตฟอร์ม X หลายคนได้ออกมาแสดงความคิดเห็น และตระหนักถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น ด้วยเหตุผลนี้ทาง Future Trends อยากจะมาแนะนำภัยร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากอินเตอร์เน็ตโดยที่พวกเราไม่ทันสังเกตหรือไม่รู้ตัวเลย มันมีชื่อเรียกว่า ‘Identity Theft’ หรือ ‘การโจรกรรมตัวตน’ ‘Identity Theft’ การโจรกรรมตัวตน ภัยเงียบจากโลกอินเตอร์เน็ตการโจรกรรมตัวตน เกิดจากการถูกขโมยข้อมูลส่วนตัวโดยไม่ได้ตั้งใจหรือไม่รู้ตัว ข้อมูลส่วนตัวในที่นี้หมายถึง ข้อมูลที่สามารถระบุความเป็นคุณได้ไม่ว่าจะเป็นเลขบัตรประชาชนที่อาจจะเผลอเผยแพร่โดยไม่ได้ตั้งใจ ชื่อจริงนามสกุลจริง เบอร์โทรศัพท์ แม้แต่คนที่คุณรู้จักเองก็ตาม ล้วนเป็นสาเหตุที่อาจทำให้เกิดการโจรกรรมได้
การนำข้อมูลไปใช้หลังจากที่โจรกรรมแล้ว ส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับการหลอกลวง พบได้มากในกรณีของการทำสินเชื่อเงิน บัตรเครดิต บัญชีม้า แต่ความอันตรายที่แท้จริงคือ ‘การรู้ตัวที่ช้าเกินไป’ เหยื่อหลายรายรู้ตัวว่ากำลังถูกโจรกรรมช้าเกินไป ไม่สามารถแก้ไขใดๆ ได้แล้ว ตามข้อมูลของ FTC มีคนตกเป็นเหยื่อของการโจรกรรมตัวตนทุกๆ 14 วินาที!
เป็นเรื่องที่น่ากลัวมากหากไม่ระวังตัวให้มากพอ เราได้ทำการหยิบยกตัวอย่างกรณีศึกษาจากสหรัฐอเมริกามาให้ได้เรียนรู้กันว่าการโจรกรรมตัวตนสามารถสร้างความเดือดร้อนให้กับเหยื่อได้มากขนาดไหนกัน? David Matthew Read กรณีศึกษาจากนักแสดง ‘Demi Moore’ กรณีศึกษานี้เกิดขึ้นในปี 2018 โดย เดวิด แมทธิว รีด วัย 35 ปี และ มาร์ค ฮิกลีย์ วัย 37 ปี ซึ่งปลอมตัวเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของ เดมี มัวร์ นักแสดงดังจากฮอลลีวูด โดยอ้างกับทาง American Express ว่ามัวร์ทำบัตรเครดิตที่มีวงเงินไม่จำกัดหาย และต้องการที่จะออกบัตรใหม่การโจรกรรมข้อมูลในกรณีนี้ รีด ได้รับหมายเลขประกันสังคมและข้อมูลประจำตัวอื่นๆ ของมัวร์ มาจากอินเทอร์เน็ต จากนั้นจึงใช้ข้อมูลนี้ติดต่อไปยัง American Express แจ้งว่ามัวร์ ทำบัตรสูญหาย โดยสวมรอยเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของเธอบัตรใบใหม่ได้ถูกส่งมาที่ศูนย์ FedEx ในซานตาโมนิกา รีดเตรียมป้ายประจำตัวให้ดูเหมือนว่าเขาเป็นตัวแทนมาจากนักแสดงฮอลลีวูดรายนี้ เพื่อรับบัตรเครดิตใบใหม่แทนเธอจากนั้น รีชใช้เวลากว่า 5 สัปดาห์ในการรูดบัตรที่ไร้ข้อจำกัดทางวงเงินนี้ไปทั่วนิวยอร์ก จากรายงานพบว่าเงินถูกใช้ไปมากกว่า 169,000 ดอลล่าร์ (ประมาณ 6,100,000 บาท) ก่อนที่สิ่งของที่ซื้อมาเหล่านั้นจะถูกขายต่อเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดช่วงเวลาที่ รีชใช้เงินของนักแสดงสาว ฮิกลีย์ก็ร่วมวงการโจรกรรมในครั้งนี้ด้วย ท้ายที่สุดของเรื่องราวทั้งคู่ถูกจับได้เพราะ รีดใช้บัตรเครดิตของมัวร์ร่วมกับบัตรเครดิตของตัวเองเพื่อชำระหนี้สินส่วนตัว ประกอบกับภาพจากกล้องวงจรปิดที่จับภาพการใช้บัตรเครดิตที่ถูกขโมยมาได้ในนอร์ดสตรอมหลังจากถูกจับทั้งคู่ก็โดนลงโทษทางกฎหมาย โดยฮิกลีย์ถูกตัดสินให้ต้องอยู่ในบ้านกึ่งวิถี 14 เดือน และต้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 52,670 ดอลล่าร์ (ประมาณ 1,900,000 บาท) ทางด้านของ รีด เขาถูกตั้งข้อหาใช้ข้อมูลของบุคคลอื่น ต้องโทษจำคุกหลายปี (ไม่มีระบุจำนวนปีที่ได้รับโทษ) ในเรือนจำกลางในกรณีนี้จะเห็นได้ถึงความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นได้เมื่อถูกโจรกรรมตัวตน อันเนื่องมาจากข้อมูลส่วนตัวที่หลุดรอดออกไปในอินเตอร์เน็ตกรณีศึกษาถึงกระแสในประเทศไทยถึงแม้ว่ากรณีของประเทศไทยที่เกิดขึ้นนั้นจะไม่ได้รุนแรง หรือ ได้รับความเสียหายเป็นมูลค่าสูงเท่ากับกรณีของเดมี มัวร์ แต่ก็ทำให้เกิดการตั้งคำถามขึ้นมาว่าถ้าเจ้าของข้อมูลไม่ได้ทำการสืบจนรู้ความจริงของเรื่องราวที่เกิดขึ้น สถานการณ์จะเลวร้ายไปกว่านี้หรือไม่? ก็ยังนับว่าเป็นโชคดีที่กรณีของประเทศไทยไม่ได้เกิดความรุนแรงอย่างกรณีเดมี มัวร์ และเป็นการเคลื่อนไหวสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตตระหนักรู้ถึงความรุนแรงที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการถูก ‘โจรกรรมตัวตน’ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำไป เขียนโดย ธนพนธ์ หัสกรรัตน์

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : https://web.facebook.com/photo/?fbid=788870546607412&set=a.630751835752618


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *