‘Memento mori’เพราะการระลึกถึงความตายทำให้เราเห็นคุณค่าของทุกลมหายใจมากที่สุด

เคยได้ยินไหมว่าบทสวดในงานศพไม่ได้สวดให้ผู้ตายฟัง หากแต่สวดให้คนเป็นเพื่อให้ พวกเขาได้ระลึกถึงความไม่เที่ยงของชีวิตต่างหาก ‘Memento mori’ ก็เป็นเช่นนั้น มันเป็นคำสั้นๆ ที่เห็นได้ตามป้ายหลุมศพในสุสานโบราณของยุโรป ถูกสลักไว้เพื่อให้ ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาได้ระลึกถึงสัจธรรมบางอย่างในชีวิต ผ่านความหมายที่แปลได้ว่า ‘จงระลึกว่าคุณต้องตาย’ ‘Memento mori’ เกิดขึ้นด้วยบริบททางศาสนาและสังคมวัฒนธรรมของยุคกลาง อันเป็นเวลาที่สงครามและโรคระบาด อย่างกาฬโรค สามารถ พรากชีวิตผู้คนไปเมื่อไหร่ก็ได้ ตามที่มันต้องการ คำนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อย้ำเตือนให้ผู้คน หวงแหนชีวิตอันมีค่าของตน ทั้งยังสอนให้ดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาท ทำความดี เข้าไว้ให้มาก เผื่อวันหนึ่งจะได้พบกับพระเจ้าและหลุดพ้นจากโลกที่แสนโหดร้ายในที่สุด
ความตายอาจเป็นสภาวะที่ใครหลายๆ คนคิดว่าอยู่ไกลตัว ทว่ามันก็เป็นจุดสุดท้ายที่มนุษย์ทุกคุณต้องประสบไม่ว่าคุณจะพร้อมหรือไม่ก็ตาม ‘Memento mori’ จึงเป็นคอนเซ็ปต์ที่ก้าวเข้ามาเพื่อเตือนสติผู้คนให้เตรียมความพร้อมสำหรับมัน ผ่านการเน้นย้ำว่า ‘ชีวิตเป็นสิ่งล้ำ ค่าและจงใช้มันด้วยความระมัดระวัง เมื่อวันที่ความตายมาเยือนจะได้ไม่เสียใจ’ นับตั้งแต่ยุคกลางจนถึงปัจจุบัน ‘Memento mori’ ถูกพัฒนาไปสู่วงการต่างๆ ทั้งในวงการศิลปะ วรรณกรรม หรือแม้กระทั่งวงการเพลง อย่างในวงการศิลปะ เกิดการวาดภาพประเภทหนึ่ง ขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 17 ที่เรียกว่า ‘Vanitas’ ซึ่งแปลได้ว่า ‘ความว่างเปล่า’ การวาดภาพประเภทนี้เกิดขึ้นที่เนเธอร์แลนด์เป็นที่แรกก่อนจะขยายออกไปทั่วยุโรป โดยมักจะเป็นภาพเชิงสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความตายและ Memento mori อย่างภาพ ‘Still life with a skull’ ของศิลปินชาวดัตช์นาม ‘ฟิลิปป์ เดอ ชองเปญ’ (Philippe de Champaigne) ที่เป็นภาพของสิ่งของสามสิ่ง วางเรียงกันจากซ้ายไปขวา ได้แก่ ดอกทิวลิปที่กำลังโรยรา หัวกะโหลก และนาฬิกาทราย โดยทั้งสามสิ่งนี้เป็นตัวแทนของ ‘Memento mori’ ที่ศิลปินใช้แสดงให้เห็นถึงความไม่เที่ยงของ ‘ธรรมชาติ’ ‘ร่างกายมนุษย์’ และ ‘กาลเวลา’ ที่นับถอยหลังในทุกๆ วินาที
ในวงการสถาปัตยกรรรม ‘Memento mori’ ส่งผลต่อการสร้างโบสถ์กระดูก ที่พบเห็นได้หลายแห่งทั่วโลก อย่างที่วัดน้อย ‘ชาเปลา โดส โอสโส’ (Chapela dos Osso) ในเมืองเอโวรา (Evora) ของประเทศโปรตุเกส ที่ผนังถูกประดับไปด้วยโครงกระดูกกว่า 5,000 ร่างจากสุสานในเมือง โดยผู้สร้างใช้กระดูกเหล่านี้เพื่อย้ำเตือนให้ผู้คนระลึกถึงความตาย และให้ เห็นคุณค่าของลมหายใจที่พระเจ้าประทานมาให้ ตามคอนเซ็ปต์ทางคริสต์ศาสนา
โดย ‘Memento mori’ ในบริบททางศาสนาคริสต์นั้นเน้นหนักไปที่หลักเทววิทยามากกว่าจะพูดถึงความตายเฉยๆ อย่างการเน้นย้ำไปที่ การพิพากษาของพระเจ้า นรก สวรรค์ และความรอดพ้นทางจิตวิญญาณ อีกทั้งยังมีฟังก์ชันในการทำให้ผู้คนนึกถึงความว่างเปล่าของชีวิต และขจัดความปรารถนาทางโลกทิ้งไปให้หมด แต่ไม่ว่าจะถูกอธิบายในแง่มุมใด ‘Memento mori’ ก็มีหน้าที่หลักๆ คือ ย้ำเตือนผู้คนให้ระลึกถึงความตาย ความไม่ประมาทของชีวิต และความไม่เที่ยงแท้ของสรรพสิ่ง

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : https://web.facebook.com/photo/?fbid=903155271372810&set=a.811136580574680


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *