
เคยรู้สึกไหมว่าแม้จะทำงานหรือเรียนหนักมาทั้งวันแต่พอเอนตัวลงนอนกลับรู้สึกทำได้ยังไม่ดีพอหรือกำลังใช้ชีวิตช้ากว่าคนอื่น? หากคุณกำลังเผชิญความรู้สึกนี้อาจไม่ใช่เพราะบริหารเวลาไม่เก่งแต่กำลังเจอกับภาวะ Time Anxiety หรือโรคกลัวการเสียเวลาความวิตกกังวลเรื้อรังที่รู้สึกว่าทุกนาทีต้องมีคุณค่าจนเกิดความกลัวว่าจะใช้เวลาไม่คุ้มค่าหรือก้าวตามโลกไม่ทันทำไม Time Anxiety ถึงต่างจาก FOMO? Chris Guillebeau ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับภาวะนี้อธิบายว่า Time Anxiety ต่างจาก FOMO (Fear of Missing Out) ตรงที่ไม่ได้เกิดจากกลัวพลาดกิจกรรมบางอย่างของคนอื่นแต่เกิดจากช่องว่างระหว่างชีวิตที่เป็นอยู่จริงกับ ชีวิตที่คิดว่าควรจะเป็นยิ่งคาดหวังกับตัวเองสูงและเปรียบเทียบชีวิตกับภาพความสำเร็จบนโซเชียลมีเดียความรู้สึกว่าเวลามีไม่พอก็ยิ่งกัดกินจิตใจ
- สถิติสะท้อนความจริง: ผลสำรวจจาก Harmony Healthcare IT ในกลุ่ม Gen Z สหรัฐฯ พบว่าสาเหตุหลักของความวิตกกังวลมาจากความไม่แน่นอนในอนาคตทั้งเรื่องการเรียนอาชีพและความมั่นคงเช่นเดียวกับผลสำรวจของ Deloitte ที่พบว่า Gen Z และ Millennials ในไทยเผชิญความเครียดเรื้อรังจากเรื่องการเงินงานและความรู้สึกว่าไม่มีเวลาพอจะประสบความสำเร็จ
3 แนวทางสุขภาพจิตรับมือ Time Anxiety อย่างได้ผลการรับมือภาวะนี้ไม่ได้เกิดจากการจัดตารางงานให้แน่นขึ้นแต่คือการลดความไม่แน่นอนในใจและปรับระบบความคิดใหม่
- เปลี่ยนจาก Time Management เป็น Energy Management เลิกโฟกัสว่าทำได้กี่อย่างใน 24 ชั่วโมงแล้วหันมาสังเกตระดับพลังงานตนเองหากเหนื่อยล้าการพักผ่อนคือการลงทุนที่มีคุณภาพไม่ใช่การเสียเวลา
- สร้างพื้นที่ความมั่นใจผ่านประสบการณ์จริงความกลัวอนาคตมักเกิดจากการเดาการได้ลงมือทำจริง เช่น การฝึกงานในองค์กรที่มีวัฒนธรรมการโค้ช (Coaching Culture) อย่างโครงการสหกิจศึกษา KTC COOP ของเคทีซีช่วยให้นิสิตนักศึกษาได้ทดลองตั้งคำถามและรับฟังคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญซึ่งช่วยลดความกังวลและเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้กลายเป็นความมั่นใจ
- กล้าเปิดใจขอความช่วยเหลือการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตไม่ใช่ความอ่อนแอ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยหลายแห่งในไทยมีศูนย์ดูแลสุขภาพใจฟรีสำหรับนักศึกษา เช่น
- Chula Student Wellness (จุฬาฯ)
- Thammasat Well-Being Center (ธรรมศาสตร์)
- MU Friends (มหิดล)
- CMU Mental Health Center (มช.)
- KU Happy Place Center (เกษตรศาสตร์)
ในโลกที่กดดันให้ทุกคนต้องวิ่งให้เร็วขึ้นการเตรียมความพร้อมอาจไม่ใช่การเร่งสปีดให้ไวตามคนอื่นแต่คือการค่อยๆเรียนรู้ลงมือทำและสร้างภูมิคุ้มกันทางใจเพื่อให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงในจังหวะของตัวเอง
Leave a Reply