
แม้โลกจะก้าวไกลเพียงใดแต่ “วัณโรค” ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของผู้ติดเชื้อ HIV อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอและการตรวจวินิจฉัยยากยิ่งกว่าเดิมเพื่อเปลี่ยนวิกฤตนี้ให้กลายเป็นโอกาสแห่งการรักษา บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จึงร่วมมือกับ กรมควบคุมโรค กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และสำนักงานบริหารโครงการกองทุนโลกเปิดตัวนวัตกรรมชุดตรวจ Urine LAM ชุดตรวจรวดเร็วที่สามารถค้นหาเชื้อวัณโรคจาก “ปัสสาวะ” ได้แม้ในรายที่ตรวจด้วยวิธีปกติไม่พบความผิดปกติ
ทำไมผู้มีเชื้อ HIV ถึงเสี่ยงวัณโรคมากกว่า?
ผู้ติดเชื้อ HIV มีโอกาสป่วยด้วยวัณโรคมากกว่าคนทั่วไปถึง 20 เท่า เหตุผลหลักคือระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ทำให้ร่างกายไม่สามารถควบคุมการเติบโตของเชื้อวัณโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ปัญหาคือ การวินิจฉัยวัณโรคในผู้ติดเชื้อ HIV มักทำได้ยาก
เช่น
- เอกซเรย์ทรวงอก อาจไม่แสดงผลชัดเจน
- การตรวจเสมหะ มักไม่ได้ผลในผู้ที่ไม่สามารถขับเสมหะได้ หรือปริมาณเชื้อในเสมหะต่ำเกินไป
จุดเปลี่ยนของการคัดกรอง: Urine LAM
“Urine LAM ถือเป็นนวัตกรรมคัดกรองวัณโรคที่ช่วยตัดวงจรการแพร่กระจายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีเชื้อ HIV” นพ.ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล อธิบดีกรมควบคุมโรค Urine LAM (Lipoarabinomannan) คือชุดตรวจที่สามารถตรวจหาแอนติเจนของเชื้อวัณโรคจาก “ตัวอย่างปัสสาวะ” โดยใช้เทคโนโลยีแบบ Rapid Test ทำให้สามารถรู้ผลได้เร็ว และใช้งานง่ายแม้ในพื้นที่ขาดแคลนเครื่องมือ
ข้อดีของ Urine LAM คืออะไร?
นพ.สุทัศน์ โชตนะพันธ์ ผู้อำนวยการกองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ให้ข้อมูลว่า
- เหมาะกับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำมาก ซึ่งตรวจด้วยวิธีปกติอาจไม่พบเชื้อ
- ลดความเสี่ยงของการวินิจฉัยผิดพลาด จากการใช้เอกซเรย์หรือเสมหะ
- ตรวจได้แม้ในผู้ป่วยที่อ่อนแรง ไม่สามารถให้ตัวอย่างเสมหะได้
- สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย สามารถใช้งานได้ในหน่วยงานสาธารณสุขทุกระดับ
การขับเคลื่อนเพื่อสังคมปลอดวัณโรค
การเปิดตัว Urine LAM ไม่ใช่แค่ความก้าวหน้าทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงแนวคิด “กำแพงสังคมที่มองไม่เห็น” ของฟูจิฟิล์ม ซึ่งมุ่งหวังจะ ลดอุปสรรคการเข้าถึงการตรวจโรคในกลุ่มเปราะบาง และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในยุคที่สุขภาพไม่ควรเป็นสิทธิของคนบางกลุ่มเท่านั้น Urine LAM คือก้าวใหม่ที่ช่วยให้การตรวจวัณโรคในผู้มีเชื้อ HIV มีความแม่นยำ รวดเร็วและเข้าถึงง่ายมากขึ้น ลดการเสียชีวิตและเพิ่มโอกาสในการรักษาได้ทันท่วงทีเพราะ “การรู้เร็ว รักษาเร็ว” คือโอกาสรอดชีวิต
และนวัตกรรมที่เข้าถึงได้ คือคำตอบของสังคมสุขภาพที่เท่าเทียม
Leave a Reply