
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “การดูแลสุขภาพ” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องอาหารหรือการออกกำลังกายอีกต่อไปแต่กำลังพัฒนาไปสู่ระบบนิเวศใหม่ที่ผสานเทคโนโลยี นวัตกรรมทางการแพทย์และแนวคิดความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ด้วยกันอย่างชัดเจน โดยเป้าหมายสำคัญของผู้คนทั่วโลกไม่ใช่เพียงการมีรูปร่างดีหรืออายุยืนยาวแต่คือการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Healthspan) และลดภาระต่อระบบสุขภาพและทรัพยากรของโลกในระยะยาวหากมองในภาพรวม “สุขภาพ” ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลอีกต่อไปแต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตของประชากรเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และการพัฒนาอย่างยั่งยืนเทคโนโลยีด้านสุขภาพ เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลชีวภาพ (Biometrics), AI ทางการแพทย์, อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะและแพลตฟอร์มติดตามสุขภาพระยะยาวกำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันโรคลดการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ที่เกินจำเป็นและช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากระบบสาธารณสุขขนาดใหญ่ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่าเศรษฐกิจเวลเนสโลกมีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 และคาดว่าจะขยายตัวเป็น 7.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026 สะท้อนให้เห็นว่า Wellness ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ผู้บริโภคแต่เป็นตลาดเทคโนโลยีและเศรษฐกิจใหม่ของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและข้อมูลเชิงลึกด้านสุขภาพ ขณะเดียวกัน BDMS Wellness ได้เปิดเผย 8 เทรนด์ Wellness สำหรับปี 2026 ซึ่งชี้ให้เห็นโอกาสของประเทศไทยในการก้าวสู่เวทีสากลในฐานะศูนย์กลางสุขภาพเชิงนวัตกรรม นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic และ BDMS Wellness Resort Bangkok ระบุว่า ประเทศที่สามารถเพิ่ม Healthspan ให้กับประชากรได้ จะเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าเนื่องจากลดต้นทุนด้านการรักษาเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามากขึ้น “ปี 2026 จะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่โลกเปลี่ยนจากการดูแลสุขภาพแบบตอบสนองเมื่อป่วยไปสู่การใช้เทคโนโลยีเชิงป้องกันและการวัดผลสุขภาพอย่างเป็นระบบไม่ว่าจะเป็นคุณภาพการนอนระดับการอักเสบหรืออายุชีวภาพ ซึ่งสามารถติดตาม วิเคราะห์ และปรับพฤติกรรมได้จริง” นพ.ตนุพลกล่าว พร้อมชี้ว่านี่คือเหตุผลที่ Wellness จะเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะตั้งอยู่บนข้อมูลและผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ไม่ใช่เพียงความรู้สึกหรือกระแสชั่วคราวผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมยังมองว่าแนวคิด Wellness ในอนาคตจะต้องสอดคล้องกับการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ เช่น การออกแบบอาคารสุขภาพประหยัดพลังงาน การแพทย์ดิจิทัลที่ลดการเดินทางและระบบดูแลสุขภาพที่เน้นการป้องกันมากกว่าการรักษาซึ่งทั้งหมดนี้ไม่เพียงช่วยให้ผู้คนมีสุขภาพดีขึ้นแต่ยังช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์ของระบบสาธารณสุขในระดับโลก ในปี 2026 Wellness จึงไม่ใช่แค่เรื่องการดูแลตัวเองแต่คือการลงทุนในเทคโนโลยีโครงสร้างสังคมและอนาคตของโลกที่สุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อมต้องเติบโตไปพร้อมกันอย่างสมดุล
Leave a Reply